จิตวิทยาแห่งการช่วยเหลือและการขัดขวาง

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 ริชาร์ด ลาปิแอร์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ใช้เวลาหลายเดือนขับรถไปมาบริเวณชายฝั่งตะวันตกของอเมริกา ufabet พร้อมกับนักศึกษาชาวจีนและภรรยาของเขา ทั้ง สองคนเกิดและเติบโตในประเทศจีน แต่เพิ่งย้ายมาสหรัฐได้ไม่นาน ในสายตาของพวกเขานั้น ลาปิแอร์ดูเหมือนศาสตราจารย์ที่มีไมตรีจิตและยินดีสละเวลาพาพวกเขาขับรถตระเวนไปทั่ว แต่ความจริงแล้ว สามี ภรรยาคู่นี้เป็นหนูทดลองในการศึกษาอย่างลับๆที่ลาปิแอร์แอบลงมือทํา ตลอดการเดินทางครั้งนี้โดยที่พวกเขาไม่ได้เคลือบแคลงสงสัยเลยแม้แต่น้อย

จิตวิทยาแห่งการช่วยเหลือและการขัดขวาง

แนวคิดในการทดลองครั้งนี้ผุดขึ้นมาตอนที่ลาปิแอร์พาสองสามี ภรรยาไปพักที่โรงแรมขนาดใหญ่ที่อยู่ในเมืองสหรัฐอเมริกาในยุคทศวรรษที่ 1930 นั้นยังมีคนจีนไม่มากนัก พวกเขาจึงได้รับการปฏิบัติอย่างมีอคติอยู่บ่อยครั้ง ลาปิแอร์เล่าว่าเขาเข้าไปติดต่อกับทางโรงแรมด้วย ความกังวลใจ เพราะโรงแรมแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการมีทัศนคติอันคับแคบและมีอคติกับชาวเอเชีย

ลาปิแอร์เดินไปที่แผนกต้อนรับพร้อมกับสามีภรรยาชาวจีน จากนั้นก็สอบถามด้วยความประหม่าว่ามีห้องว่างหรือไม่ แต่ลาปิแอร์ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าพนักงานต้อนรับคนนั้นไม่ได้แสดงอคติอย่างที่เลื่องลือกันออกมาเลย ทว่ากลับกุลีกุจอจัดหาห้องพักที่เหมาะสมให้อย่างรวดเร็ว ลาปิแอร์สนใจใคร่รู้เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เคยได้ยินเกี่ยวกับโรงแรมแห่งนี้กับประสบการณ์ตรงของตัวเองกับพนักงานต้อนรับคนนั้น เขาจึงโทรศัพท์กลับไปยังโรงแรมอีกครั้งเพื่อสอบถามว่ามีห้องว่างสําหรับ “สุภาพบุรุษชาวจีนคนสําคัญ” หรือไม่ และเขาได้รับคําตอบว่า โรงแรมจะไม่ให้เข้าพักอย่างแน่นอน

ลาปิแอร์ยังคงติดใจกับความแตกต่างระหว่างการที่คนเราบอกว่าจะแสดงพฤติกรรมอย่างไรกับพฤติกรรมที่พวกเขาแสดงออกมาจริงๆ ยูฟ่าเบท แต่เขารู้ดีว่าประสบการณ์ของตัวเองที่โรงแรมแห่งนั้นอาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ถ้าเขาอยากรู้ความจริงให้แน่ชัดก็คงต้องไปเผชิญกับสถานการณ์แบบเดียวกันซ้ำๆ ตามโรงแรมและร้านอาหารหลายๆแห่ง ตอนนั้นเองที่เขาเกิดความคิดที่จะพานักศึกษาชาวจีนทั้งสองคนขับรถตะลอนไปทั่วอเมริกาเพื่อทําการทดลอง

การเดินทางครั้งนี้มีระยะทางรวมกันกว่า 16,000 กิโลเมตร โดยแวะไปยังโรงแรม 66 แห่งและร้านอาหารอีก 184 แห่ง ในแต่ละแห่งลาปีแอร์ขอให้สามีภรรยาชาวจีนเข้าไปสอบถามว่ามีห้องว่างหรือโต๊ะว่างไหม จากนั้นลาปิแอร์ก็จะแอบบันทึกว่าคําตอบคืออะไร ปรากฏว่าผลการทดลองออกมาเหมือนกับประสบการณ์ครั้งก่อนหน้า โดยทั้งสองคนได้รับการบริการที่น่าพึงพอใจและสะดวกสบายจากสถานที่แทบทุกแห่งที่พวกเขาไป ลาปิแอร์จึงได้ข้อสรุปว่า “ทัศนคติ” ของชาวอเมริกันตามที่สะท้อนให้เห็นจากพฤติเป็นกรรมของคนที่ประคบประหงมความรู้สึกของลูกค้าผิวขาวกระเป๋าหนักนั้น กลับไม่เกิดขึ้นกับชาวจีนแต่อย่างใด

หกเดือนต่อมา ลาปิแอร์ได้ลงมือทําการทดลองในช่วงที่สอง โดยส่งแบบสอบถามไปตามโรงแรมและร้านอาหารแต่ละแห่งที่เคยแวะไป และถามว่า “คุณยินดีให้บริการลูกค้าชาวจีนหรือไม่” แบบสอบถามดังกล่าวประกอบด้วยคําถามที่หลากหลายเพื่อปกปิดเจตนาที่แท้จริงของการทดลอง โดยถามด้วยว่าสถานที่แต่ละแห่งนั้นยินดีต้อนรับชาวเยอรมัน ชาวฝรั่งเศส ชาวอาร์เมเนีย และชาวยิวหรือไม่

ผลลัพธ์ที่ออกมาค่อนข้างน่าวิตกทีเดียว เพราะผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ทําเครื่องหมายในช่อง “ไม่ เราไม่ยินดีต้อนรับลูกค้าชาวจีน” และเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือตอบว่า “ไม่แน่ใจ” ลาปิแอร์ได้รับคําตอบว่า “ใช่” เพียงครั้งเดียว จากโรงแรมที่ลาปิแอร์และคู่สามีภรรยาแวะไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เจ้าของโรงแรมได้เขียนข้อความสั้นๆแนบมากับแบบสอบถาม โดยระบุเหตุผลที่เธอยินดีต้อนรับลูกค้าชาวจีนว่า เธอรู้สึกดีกับคู่สามีภรรยาชาวจีนที่น่ารักซึ่งมาเข้าพักที่โรงแรมของเธอเมื่อไม่นานมานี้

ในการทดลองของลาปิแอร์นั้น ผู้คนบอกว่าพวกเขาจะวางตัวให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานของสังคม แต่พอเอาเข้าจริงกลับแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ทั้งนั้น นักวิจัยได้ค้นพบหลักฐาน มากมายในงานวิจัยระยะหลังๆที่ชี้ไปในทางเดียวกัน โดยผู้คนอ้างว่าตัวเองไม่ได้เป็นพวกเหยียดผิว (เพื่อให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานของสังคม) ufabet แต่กลับแสดงพฤติกรรมที่มีอคติออกมา

เรื่องราวทั้งหมดสรุปเป็นประเด็นง่ายๆได้ข้อเดียวคือ การขอให้ผู้คนประเมินความเป็นคนดีของตัวเองนั้นไม่ช่วยให้เราเห็นอะไรมากไปกว่าความสามารถของมนุษย์ในการหลอกตัวเองและผู้อื่น เนื่องจากคนเราลังเลหรือไม่สามารถบอกได้ตรงๆว่าตัวเองเป็นคนดีหรือคนเลว นักวิจัยจํานวนมากที่สนใจในหัวข้อนี้จึงทําแบบเดียวกับลาปิแอร์ โดยพวกเขาเลิกขอให้ผู้คนกากบาทลงในช่อง “นักบุญ” หรือ “คนบาป” แต่สลัดเสื้อคลุมที่ใช้ในห้องทดลองทิ้งแล้วสวมเสื้อคลุมกันลมกันฝนแทน จากนั้นจึงออกไปซุ่มทําการทดลองในโลกแห่งความจริง