สํารวจทฤษฎีของฟรอยด์ผ่านมุกตลกจํานวนหนึ่ง

ในมุมมองของฟรอยด์ กรอบความคิดพื้นฐานของจิตตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า เราทุกคนล้วนคิดถึงเรื่องเพศสัมพันธ์และความก้าวร้าว ufabet แต่สังคมไม่ยอมให้เราปลดปล่อยความคิดเหล่านี้อย่างเปิดเผย มันจึงถูกเก็บกดลึกๆอยู่ในจิตไร้สํานึกของเราและจะปรากฏออกมาเมื่อเกิดการพลั้งปาก ปรากฏอยู่ในความฝัน หรือปรากฏออกมาผ่านกระบวนการทางจิตวิเคราะห์เท่านั้น

ตามความเห็นของฟรอยด์นั้น เรื่องขบขันทําหน้าที่เป็นวาล์วควบคุมที่ช่วยระบายไม่ให้เกิดความเก็บกดมากเกินไป พูดง่ายๆก็คือเรื่องขบขันเป็นวิธีรับมือกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทําให้เรารู้สึกวิตกกังวล การแสดงออกอันเรียบง่ายอย่างการเล่าเรื่องขบขันและการหัวเราะเรื่องขบขันของคนอื่นสามารถบ่งบอกสิ่งที่อยู่ในจิตไร้สํานึกได้มากมาย ฟรอยด์เคยพูดเล่นคําไว้ว่า “ซิการ์อาจเป็นแค่ซิการ์อยู่วันยังค่ำ แต่เรื่องขบขันกลับไม่ใช่แค่เรื่องขบขัน” เมื่อพิจารณาจากความจริงที่ว่าฟรอยด์มักเปรียบเปรยว่าซิการ์เป็นสัญลักษณ์ขององคชาต การที่ฟรอยด์เลือกใช้คําคํานี้ในประโยคอันลือลั่นของเขาถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว

คําอธิบายของฟรอยด์เกี่ยวกับจิตวิทยาแห่งอารมณ์ขันนั้นก่อให้เกิดเสียงโต้แย้งตามมาอย่างมหาศาล นักวิชาการกลุ่มหนึ่งถึงกับกล่าวว่า “คงเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญที่เดียวในการตามหาบุคคลที่มีระดับ สติปัญญาสูงกว่าค่าเฉลี่ยและรู้เรื่องความตลกขบขันน้อยกว่าฟรอยด์” ทั้งนี้นักวิจัยกลุ่มหนึ่งได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีว่าด้วยความเหนือกว่ากับอารมณ์ขันไว้ดังนี้

ให้ S เชื่อว่า J เป็นมุกตลกที่วางโครงเรื่องให้ A เป็นผู้ชนะในสายตาของ S และ / หรือ B ตกเป็นเป้าล้อเลียน ดังนั้น ยิ่ง S มีทัศนคติในแง่บวกต่อ A และ / หรือ “พฤติกรรม” ของ A มากเท่าไหร่ และ / หรือ S มีทัศนคติในแง่ลบต่อ B และ / หรือ “พฤติกรรม” ของ B มากเท่าไหร่ S ก็จะยิ่งรู้สึกตลกขบขันไปกับ J มากขึ้นเท่านั้น ufabet

พิพิธภัณฑ์ฟรอยด์ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอนซึ่งเป็นสถานที่ทํางานในช่วงบั้นปลายชีวิตของนักจิตวิทยาผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ภายในอาคารมีหนังสือและประดิษฐกรรมอันน่าทึ่งมากมาย แน่นอนว่าต้องมีเก้าอี้ยาวอันเลื่องชื่อของฟรอยด์รวมอยู่ด้วย เก้าอี้ยาวแบบมีที่เท้าแขนข้างเดียวตัวนี้ยาว 1.5 เมตร ซึ่งคนไข้รายหนึ่งได้มอบให้ฟรอยด์เพื่อเป็นการขอบคุณ

ในช่วงทศวรรษที่ 1890 ฟรอยด์จะให้คนไข้นอนบนเก้าอี้ตัวนี้ระหว่างการบําบัด ส่วนเขาก็นั่งอยู่บนเก้าอี้แบบมีที่เท้าแขนตัวใหญ่และใช้เทคนิคอันหลากหลายเพื่อเข้าถึงจิตไร้สํานึกของคนไข้ บางครั้งเขาก็ให้เล่าถึงความฝัน แต่บางครั้งก็ใช้วิธีเอ่ยถึงคําหนึ่งขึ้นมาแล้วให้คนไข้บอกคําแรกที่แวบเข้ามาในหัว เก้าอี้ยาวตัวนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการทําความเข้าใจความคิดของมนุษย์ตามแนวทางของฟรอยด์ แถมยังเป็นฉากหลังอันเหมาะเจาะสําหรับรูปถ่ายใบที่สองในโครงการลาฟแล็บอีกด้วย บีเอเอเอสจึงติดต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว และรู้สึกยินดีอย่างมากเมื่อผู้อํานวยการพิพิธภัณฑ์อนุญาตให้เราพาตัวตลกเข้าไปเอนกายบนเก้าอี้ยาวอันโด่งดังที่สุดของโลกได้

ถึงแม้ฟรอยด์จะอ้างตัวว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่แนวคิดหลายอย่างของเขากลับไม่ได้มีความเป็นวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย อย่างไรก็ตาม มุกตลกจํานวนมากที่ลาฟแล็บได้รับกลับเป็นหลักฐานชัดเจนที่ สนับสนุนแนวคิดของฟรอยด์ เพราะมันมีเนื้อหาเกี่ยวกับความเครียดและความกดดันจากการแต่งงานโดยปราศจากความรัก ภาวะไร้สมรรถภาพทางเพศ และที่ขาดไม่ได้ก็คือเรื่องความตาย ตัวอย่างเช่น ผมตกหลุมรักผู้หญิงคนเดียวมา 40 ปีแล้ว ถ้าเมียผมรู้เข้าต้องฆ่าผมตายแน่ๆ คนไข้รายหนึ่งบอกกับจิตแพทย์ว่า “เมื่อคืนผมพลังปากออกไปครับ ผมทานอาหารค่ำกับแม่ยายและตั้งใจจะพูดว่า “ช่วยส่งเนยมาให้หน่อยได้มั้ยครับ แต่ปากดันพูดออกไปว่า “ยัยแก่บ้า แกทําลายชีวิตของฉันจนพินาศหมดแล้ว? “

ชายคนหนึ่งไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล หลังจากผ่านไปหลายสัปดาห์ หมอก็เข้ามาหาเขาและบอกว่ามีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายจะบอก

“ข่าวร้ายคืออะไรครับ” ชายคนนั้นถาม

“ผมเกรงว่าคุณจะป่วยเป็นโรคที่หายากมากๆและรักษา ไม่หาย” หมอตอบ

“พระเจ้าช่วย น่ากลัวอะไรอย่างนี้ “แล้วข่าวดีล่ะครับ”

“คือว่า” หมอตอบ “เราจะตั้งชื่อโรคตามชื่อของคุณครับ”

มุกตลกจํานวนหนึ่งช่วยให้เราสามารถสํารวจทฤษฎีของฟรอยด์ได้ สมมุติว่าคนอายุมากๆมีแนวโน้มที่จะกังวลเป็นพิเศษถึงผลกระทบของความชรา พวกเขาจะมองว่ามุกตลกเกี่ยวกับความขี้หลงขี้ลืมหรืออะไรทํานองนั้นน่าขํากว่าเมื่อเทียบกับคนที่มีอายุน้อยๆหรือไม่ ยูฟ่าเบท ตัวฟรอยด์เองคงเห็นพ้องตามนั้นแล้วข้อมูลของเราสนับสนุนเรื่องนี้หรือเปล่าล่ะ เราจึงค่อยๆคัดกรองมุกตลกในคลังข้อมูลอย่างละเอียดแล้วเลือกมุกตลกจํานวนหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความยากลําบากอันเกิดจากความชราออกมา

ตัวอย่างเช่น สามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่งไปทานอาหารค่ำที่บ้านของสามีภรรยาอีกคู่ หลังจากจัดการกับอาหารเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายภรรยาทั้งสองก็ผละจากโต๊ะเข้าไปในครัว ชายชราคุยกัน ฝ่ายหนึ่งเอ่ยปากว่า “เมื่อคืนเราไปทานอาหารที่ร้านเปิดใหม่ สุดยอดไปเลย ผมขอแนะนําให้คุณลองไปชิมดูนะ” อีกฝ่ายหนึ่งถามว่า “แล้วร้านนั้นชื่ออะไรหรือครับ” ชายคนแรกคิดแล้วคิดอีก สุดท้ายก็พูดออกมาว่า “ดอก ไม้อะไรที่คุณมอบให้คนที่คุณรัก ดอกที่เอ่อ…ที่มีสีแดงแล้ว ก็มีหนามน่ะ” “คุณหมายถึงโรส (ดอกกุหลาบ) น่ะเหรอ” “ใช่เลย” ชายคนแรกตอบ จากนั้นเขาก็หันไปทางห้องครัวแล้วตะโกนว่า “โรส ร้านที่เราไปเมื่อคืนชื่ออะไรนะ”

ชายอายุประมาณ 60 ปลายๆ คนหนึ่งสงสัยว่าภรรยาของเขาจะหูตึง เขาจึงตัดสินใจทดสอบการได้ยินของเธอ เขาไปยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของห้องนั่งเล่นแล้วถามภรรยาว่า “คุณได้ยินผมมั้ย” ปรากฏว่าไม่มีคําตอบ เขาจึงขยับเข้าไปหาภรรยาครึ่งทางแล้วถามอีกครั้งว่า “ทีนี้คุณได้ยินผมหรือยัง” ไม่มีเสียงตอบเหมือนเดิม สุดท้ายเขาจึงขยับไปยืนข้างภรรยาแล้วถาม วา “คราวนี้ได้ยินหรือยัง” เธอจึงตอบว่า “ขอตอบเป็นครั้งที่สามนะว่า ได้ยิน!”

ฟรอยด์คาดการณ์ผลการทดลองได้ถูกเผง คนอายุน้อยจะไม่ค่อยชอบมุกตลกทํานองนี้สักเท่าไหร่ โดยเฉลี่ยแล้วมีคนอายุต่ำกว่า 30 ปีแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่รู้สึกขํา ขณะที่คนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป” กลับชอบมุกตลกประเภทนี้มากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เห็นได้ชัดว่าเราจะรู้สึกขบขันเกี่ยวกับแง่มุมของชีวิตที่เราวิตกกังวลมากที่สุด

นอกจากนี้ เรายังทดสอบแนวคิดดังกล่าวอีกครั้งโดยบังเอิญ เพราะถึงแม้ เอมมา กรีนนิง จะคัดมุกตลกที่มีเนื้อหาหยาบโลนออกจากเว็บไซต์ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็มีมุกหนึ่งที่เล็ดลอดสายตาของเธอไปได้

ชายคนหนึ่งไปพบบาทหลวงและสารภาพว่า “ผมรู้สึกแย่มากเลยครับ ผมเป็นหมอและเคยมีอะไรกับคนไข้มาแล้วหลายราย” บาทหลวงท่าทางวิตกกังวล แต่ก็พยายามทําให้ชายคนนั้นรู้สึกดีขึ้นด้วยการปลอบว่า “ลูกไม่ใช่หมอคนแรกที่นอนกับคนไข้หรอกและคงไม่ใช่คนสุดท้ายด้วย บางทีลูกไม่จําเป็นต้องรู้สึกผิดนักหรอก” “คุณพ่อไม่เข้าใจ” ชายคนนั้นบอก “ผมเป็นสัตวแพทย์ครับ”

นี่เป็นมุกตลกคลาสสิกตามแบบฉบับของฟรอยด์ และมีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อห้ามพื้นฐานทางสังคม นั่นคือการมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ น่าสนใจที่เดียวที่มุกดังกล่าวได้คะแนนสูงมาก โดยมีคนชื่นชอบมากถึง 55 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และชาวเดนมาร์กชอบมากที่สุดในบรรดาผู้คนจากทุกประเทศ คุณสรุปเอาเองก็แล้วกันนะว่าทําไม