ความแตกต่างระหว่างสุขนาฏกรรมกับโศกนาฏกรรม

ความแตกต่างระหว่างสุขนาฏกรรมกับโศกนาฏกรรม

มุกตลกที่ติดกลุ่มยอดนิยมมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือมันทําให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกเหนือกว่า ความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะตัวละครในมุกตลกแลดูเป็นคนโง่เขลา (เหมือนผู้ชายที่ต่อจิ๊กซอว์) ยูฟ่าเบท ความเข้าใจผิดในสถานการณ์ที่ไม่มีอะไรซับซ้อน (เหมือนตาที่มริมฝั่งแม่น้ำ) การพูดจิกกัดและคุยกับคนอื่น (เหมือนชาวเท็กซัสที่ตอบโต้บัณฑิตจากฮาร์วาร์ด) หรือการทําให้คนที่อยู่ในสถานะผู้มีอํานาจกลายเป็นคนโง่เขลา (เหมือน กรณีครูกับนักเรียน) การค้นพบเหล่านี้ถือว่าสอดคล้องกับคําพังเพยที่ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสุขนาฏกรรมกับโศกนาฏกรรมได้ดีนั่นคือ “ถ้าคุณเดินตกท่อน้ำที่ไม่ได้ปิดฝาไว้ มันคงเป็นเรื่องตลก แต่ถ้าฉันเป็นคนตกลงไปในท่อเดียวกันนั้นละก็”

ความแตกต่างระหว่างสุขนาฏกรรมกับโศกนาฏกรรม

เมื่อคนเรามักหัวเราะเมื่อรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น ทฤษฎีนี้มีที่มาย้อนหลังไปถึงยุค 400 ปีก่อนคริสตกาล โดยปราชญ์ชาวกรีกอย่างเพลโตได้อธิบายไว้ในหนังสืออันโด่งดังเรื่อง The Republic บรรดาผู้สนับสนุนทฤษฎีว่าด้วย “ความเหนือกว่า” เชื่อว่าต้นกําเนิดของการหัวเราะมาจากการอ้าปากแยกเขี้ยว “เพื่อเปล่งเสียงร้องแห่งชัยชนะจากการต่อสู้กลางป่าในสมัยโบราณ” ด้วยเหตุที่มันเชื่อมโยงกับความป่าเถื่อน เพลโตจึงไม่ค่อยสนับสนุนการหัวเราะมากนัก เขาคิดว่าการหัวเราะเยาะความโชคร้ายของคนอื่นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้งเสียงหัวเราะลั่นก็เกิดขึ้นเพราะสูญเสียการควบคุมตัวเองซึ่งทําให้ผู้คนดูมีความเป็นมนุษย์น้อยลง อันที่จริงแล้ว เพลโต ซึ่งเป็นบิดาแห่งวิชาปรัชญาสมัยใหม่รู้สึกเป็นกังวลเกี่ยวกับความเสียหายทางศีลธรรมที่อาจเกิดขึ้นจากการหัวเราะ เขาจึงแนะนําให้ประชาชนอย่าดูละครตลกให้มากนักและอย่าเข้าร่วมแสดงในศิลปะการแสดงชั้นต่ำเช่นนี้

มุมมองของเพลโตยังสะท้อนออกมาให้เห็นในงานเขียนของอริสโตเติลซึ่งเป็นนักคิดชาวกรีกอีกคนหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่เราไม่มีหลักฐานโดยตรงเกี่ยวกับความคิดของอริสโตเติลในเรื่องนี้ เพราะงานเขียนต้นฉบับ ได้สูญหายไปนานแล้ว (ซึ่งงานเขียนดังกล่าวเป็นแก่นของนิยายลึกลับเรื่อง The Name of the Rose ของอัมเบอร์โต อีโค) ดูเหมือนอริสโตเติลจะกล่าวว่าตัวตลกและนักแสดงตลกชั้นนําทําให้เราหัวเราะได้ด้วยการกระตุ้นให้เราเกิดความรู้สึกเหนือกว่าซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาหลักฐานมาสนับสนุนทฤษฎีดังกล่าว เพราะในยุคกลางนั้น ufabet คนแคระและคนหลังค่อมสร้างความครึกครื้นเฮฮาได้เป็นอย่างมาก ต่อมาในสมัยวิกตอเรีย ผู้คนพากันหัวเราะผู้ป่วยทางจิตในสถาบันจิตเวชและพวกที่มีร่างกายผิดปกติตามงานแสดงของแปลกต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาในปี 1976 ที่ค้นพบว่าเมื่อนักวิจัยขอให้คนทั่วไประบุคําคุณศัพท์ที่บรรยายลักษณะของนักแสดงตลก พวกเขามักจะนึกถึงคําว่า “อ้วน” “ไม่สมประกอบ” และ “โง่”

ทฤษฎีว่าด้วยความเหนือกว่ายังถูกใช้เพื่อล้อเลียนคนทั้งกลุ่มอีกด้วย ชาวอังกฤษชอบเล่นมุกเกี่ยวกับชาวไอริชมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ส่วนชาวอเมริกันก็ชอบหัวเราะเยาะชาวโปแลนด์ ชาวแคนาดาชอบล้อเลียนชาวนิวฟันด์แลนด์ ชาวฝรั่งเศสชอบล้อเลียนชาวเบลเยียม และชาวเยอรมันชอบล้อเลียนชาวออสฟรีดลันด์” ทุกกรณีล้วนเป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามทําให้ตัวเองรู้สึกดีบนความเสียหายของคนอีกกลุ่ม

ในปี 1934 ศาสตราจารย์วูลฟ์และเพื่อนร่วมงานได้เผยแพร่ผลการทดลองเกี่ยวกับทฤษฎีว่าด้วยความเหนือกว่าเป็นครั้งแรก โดยในการทดลองดังกล่าวนักวิจัยขอให้ชาวยิวและชาวเจนไทล์ (พวกที่ไม่ใช่ชาวยิว) ให้คะแนนความจําของมุกตลกต่างๆ ทั้งนี้นักวิจัยพยายามทําให้การนําเสนอมุกตลกเหล่านั้นอยู่ภายใต้การควบคุมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยพิมพ์ข้อความลงบนแถบผ้ายาว 42 เมตร กว้าง 10 เซนติเมตร จากนั้นดึงแถบผ้าผ่านช่องที่อยู่ด้านหลังกําแพงในห้องทดลองด้วยความเร็วคงที่เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการทดลองได้อ่านมุกตลกที่ละคํา

เมื่อผู้เข้าร่วมการทดลองเห็นสัญลักษณ์รูปดาวที่พิมพ์อยู่ตรงปลายผ้าแล้ว นักวิจัยก็จะขอให้พวกเขาตะโกนบอกคะแนนความจําของมุกตลกที่ได้อ่าน ตั้งแต่ระดับ -2 (น่ารําคาญมาก) ไปจนถึง +4 (ขํามาก) ผลลัพธ์ที่ออกมาตรงกับที่อริสโตเติลและเพลโตคาดไว้ โดยชาวเจนไทล์มักจะหัวเราะมุกที่ดูหมิ่นชาวยิว ส่วนชาวยิวก็ชื่นชอบมุกที่ดูถูกชาวเจนไทล์เช่นกัน ขณะที่อีกการทดลองหนึ่งได้สํารวจว่ามุกตลกเกี่ยวกับชาวสกอตจะทําให้ชาวยิวและชาวเจนไทล์ทําได้พอๆกันหรือเปล่า พวกเขาจึงให้ผู้เข้าร่วมการทดลองอ่านมุกตลกที่ล้อเลียนชาวสกอต เช่น ปริศนาถามตอบสุดคลาสสิกที่ว่า

“ถาม : ทําไมผู้ชายชาวสกอตถึงเล่นกอล์ฟเก่ง

ตอบ : เพราะยิ่งพวกเขาตีลูกน้อยครั้งเท่าไหร่ ลูกกอล์ฟก็จะยิ่งใช้ได้นานขึ้นเท่านั้น”

นักวิจัยรู้สึกประหลาดใจเมื่อพบว่าชาวเจนไทล์หัวเราะขบขันกับเรื่องนี้มากกว่าชาวยิวอย่างเห็นได้ชัด ตอนแรกผู้ดําเนินการทดลองสงสัยว่าเป็นเพราะชาวเจนไทล์มีอารมณ์ขันมากกว่าชาวยิว แต่แล้วพวกเขาก็รู้ตัวว่าการเลือกมุกตลกล้อเลียนชาวสกอตนั้นไม่เหมาะสม เพราะชาวยิวและชาวสกอตมักถูกล้อเลียนว่าเป็นพวก “ขี้เหนียว” ส่งผลให้ชาวยิวเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจชาวสกอต และมองว่ามุกตลกล้อเลียนชาวสกอตไม่น่าขําเอาเสียเลย ในสมัยนั้นการเข้าร่วมการทดลองในทํานองดังกล่าวถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เข้าร่วมการทดลองบางคนบ่นว่าพวกเขาเคยได้ยินมุกตลกหลายเรื่องมาก่อนแล้ว โดยมีอยู่คนหนึ่งบอกว่าเขายอมถูกช็อต ด้วยไฟฟ้าเสียยังดีกว่าที่จะต้องทนอ่านมุกตลกต่อไปแม้เพียงบรรทัดเดียว

นักวิจัยรุ่นใหม่ๆพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้มาโดยตลอด และการค้นพบของพวกเขาก็ช่วยต่อยอดและขัดเกลาทฤษฎีว่าด้วยความ เหนือกว่าให้ชัดเจนมากขึ้นไปอีก

ตอนนี้เรารู้แล้วว่ายิ่งมุกตลกทําให้ผู้คนเกิดความรู้สึกเหนือกว่ามากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะยิ่งหัวเราะอย่างเมามันมากเท่านั้น คนส่วน ใหญ่ไม่คิดว่าการที่คนพิการเหยียบเปลือกกล้วยแล้วลื่นล้มเป็นเรื่องตลก แต่พอคิดว่าคนที่หกล้มกลับเป็นตํารวจจราจรแทน ทุกคนก็จะพากันหัวเราะชอบใจจนต้องตบต้นขาตัวเองเสียยกใหญ่ แนวคิดอันเรียบง่ายนี้เองที่ช่วยอธิบายว่า

ทําไมมุกตลกมากมายถึงพุ่งเป้าไปที่การล้อเลียนผู้มีอํานาจ เช่น นักการเมือง (เหมือนคําพูดเสียดสีอันลือลั่นของ เดวิด เลตเทอร์แมน ที่ว่า “การจราจรติดขัดมากจนเวลาเปลี่ยนเลนผม ต้องแทรกเข้าไปในช่องว่างที่แคบยิ่งกว่าคําจํากัดความของคําว่าเซ็กซ์ในความคิดของประธานาธิบดีคลินตันเสียอีก”) รวมถึงผู้พิพากษาและนักกฎหมาย (“ถาม : นักกฎหมายที่มีไอคิว 10 เรียกว่าอะไร ตอบ : ทนาย ความ ถาม : นักกฎหมายที่มีไอคิว 15 เรียกว่าอะไร ตอบ : ศาลที่เคารพ) ยูฟ่าเบท ส่วนคนที่อยู่ในสถานะผู้มีอํานาจจะไม่รู้สึกตลกกับเรื่องเหล่านี้ แถมยังมองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออํานาจของตัวเองอีกด้วย ฮิตเลอร์เองก็รู้สึกเป็นกังวลต่อพลังของอารมณ์ขัน เขาจึงตั้ง “ศาลตลกแห่งจักรวรรดิไรซ์ที่ 3” ขึ้นมาเพื่อตัดสินลงโทษคนที่แสดงพฤติกรรมตลกโปกฮาอย่างผิดที่ผิดทาง ซึ่งรวมถึงการตั้งชื่อสุนัขว่า “อดอล์ฟ” ด้วย”

ผลการวิจัยจํานวนหนึ่งแสดงให้เห็นว่ามุกตลกในทํานองดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงตามมาอย่างเหลือเชื่อ โดยนักจิตวิทยาชื่อ เกรกอรี ไมโอ จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์และเพื่อนร่วมงานของเขา ได้ทําการศึกษาเมื่อปี 1997 เพื่อตรวจสอบว่าการอ่านมุกตลกที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเหนือกว่าส่งผลให้เราคิดเกี่ยวกับบุคคลที่ตกเป็นเป้าล้อเลียนอย่างไร การทดลองดังกล่าวทําขึ้นที่ประเทศแคนาดา โดยพุ่งเป้าไปที่ชาวรัฐนิวฟันด์แลนด์ (หรือที่เรียกว่า “นิวฟี”) ซึ่งถูกมองว่าเป็นคนโง่ในสายตาของชาวแคนาดา ผู้เข้าร่วมการทดลองถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกได้อ่านมุกตลกที่ไม่มีการล้อเลี่ยนชาวนิวฟี (เช่น มุกตลกจากละครซิตคอมเรื่องเซนฟีลด์)

ขณะที่อีกกลุ่มได้อ่านมุกตลกล้อเลียนชาวนิวฟี (เช่น มุกตลกคลาสสิกที่ว่า “เพื่อนชาวนิวฟีของผมได้ยินมาว่าทุกๆนาทีจะมีผู้หญิงคนหนึ่งคลอดลูกออกมา เขาคิดว่าผู้หญิงคนนั้นควรจะหยุดคลอดลูกได้แล้ว”) หลังจากนั้นนักวิจัยก็จะขอให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของชาวนิวฟันด์แลนด์ ปรากฏว่าพวกที่ได้อ่านมุกตลกเกี่ยวกับชาวนิวฟี่พากันบรรยายว่าชาวนิวฟันด์แลนด์เป็นพวกเซ่อซ่า โง่เขลา ชื่อบื้อ และหัวช้าเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเทียบกับความคิดเห็นของพวกที่ได้อ่านมุกตลกจากละครเรื่องเซนฟิลด์

ผลการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งเผยให้เห็นว่ามุกตลกที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเหนือกว่ามีอิทธิพลอย่างเหลือเชื่อต่อการมองตัวเองซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกไม่แพ้กัน โดยศาสตราจารย์เยนส์ เฟิร์สเตอร์ จากมหาวิทยาลัยนานาชาติเบรเมนในประเทศเยอรมนีได้ทดสอบความฉลาดของผู้หญิง 80 คนที่มีสีผมแตกต่างกัน โดยให้ครึ่งหนึ่งอ่านมุกตลกที่ล้อเลียนว่าสาวผมบลอนด์เป็นคนโง่ จากนั้นผู้เข้าร่วมการทดลองทุกคนก็ได้ทำแบบทดสอบไอคิว ปรากฏว่าสาวผมบลอนด์ที่ได้อ่านมุกตลกดังกล่าวทำแบบทดสอบไอคิวได้คะแนนต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับสาวผมบลอนด์ที่ไม่ได้อ่าน แสดงว่ามุกตลกมีอิทธิพลต่อความมั่นใจและพฤติกรรมของคนเรา โดยทําให้มุกตลกที่เสียดสีคนทั้งกลุ่มกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้เลยทีเดียว

ในช่วงแรกๆของโครงการลาฟแล็บ เราได้เห็นทฤษฎีว่าด้วยความ เหนือกว่าจากสงครามระหว่างเพศที่มีมานมนาน มุกตลกต่อไปนี้มีผู้หญิงชื่นชอบอยู่ 25 เปอร์เซ็นต์ แต่มีผู้ชายชื่นชอบเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

สามีก้าวขึ้นไปยืนบนเครื่องชั่งน้ำหนักแบบหยอดเหรียญที่บอก ทั้งน้ำหนักและทํานายดวงชะตาไปพร้อมกัน จากนั้นก็หยอดเหรียญลงไป “คุณฟังผมนะ” เขาพูดกับภรรยาพร้อมโชว์บัตรสีขาวใบเล็กให้ดู “มันบอกว่าผมเป็นคนกระตือรือร้น ร่าเริง หัวดี และยอดเยี่ยม” “นั่นสิ” ภรรยาพยักหน้ารับ “มันทายน้ำหนักคุณผิดด้วยนี่นา”

ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งที่ทําให้ทั้งสองเพศให้คะแนนแตกต่างกันก็คือ คนที่ถูกล้อเลียนในเรื่องนี้เป็นผู้ชาย ผู้หญิงจึงมองว่ามุกตลกนี้ขํากว่า อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่คําอธิบายเดียวที่เป็นไปได้หรอก อีกสาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้หญิงมักจะมีอารมณ์ขันมากกว่าผู้ชาย การศึกษาครั้งหนึ่งซึ่งลงไปสํารวจการสนทนาในชีวิตประจําวันกว่า 1,200 ครั้งนานหนึ่งปีพบว่า ผู้หญิง 71 เปอร์เซ็นต์จะหัวเราะเมื่อผู้ชายเล่าเรื่องตลก แต่มีผู้ชายเพียง 39 เปอร์เซ็นต์ที่หัวเราะเมื่อผู้หญิงเล่าเรื่องตลก” เพื่อให้เข้าใจปรากฏการณ์นี้ดีขึ้น เราจึงมองหามุกตลกที่ล้อเลียนผู้หญิงจากคลังข้อมูลของโครงการลาฟแล็บ ตัวอย่างเช่น ชายคนหนึ่งขับรถไปตามทางหลวงและถูกเจ้าหน้าที่ตํารวจเรียกให้หยุดรถ เจ้าหน้าที่คนนั้นถามว่า “คุณรู้หรือเปล่าว่าภรรยากับลูกของคุณกระเด็นตกลงไปจากรถเมื่อหนึ่งกิโลก่อนหน้านี้” รอยยิ้มค่อยๆผุดขึ้นมาบนใบหน้าของชายคนนั้น ขณะที่เขาตอบว่า “ขอบคุณพระเจ้า! ผมนึกว่าตัวเองหูหนวกไปแล้วเสียอีก!”

โดยเฉลี่ยแล้ว มีผู้หญิงแค่ 15 เปอร์เซ็นต์ที่ขำมุกตลกนี้ ขณะที่มีผู้ชายขํามากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ทฤษฎีว่าด้วยความเหนือกว่าจึงอธิบายความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ทําให้ผู้ชายกับผู้หญิงรู้สึกตลกขบขันได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าปัจจัยเรื่องเพศจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์ขันและมุกตลกหรอกนะ เพราะมีงานวิจัยจํานวนหนึ่งบ่งชี้ว่าผู้ชายชอบเล่าเรื่องตลกมากกว่าผู้หญิง โดยในการศึกษาครั้งหนึ่ง นักศึกษาวิทยาลัยกว่า 200 คนถูกขอให้จดบันทึกมุกตลกทั้งหมดที่ได้ฟังในช่วงเวลา 1 สัปดาห์ และต้องระบุเพศของคนที่เล่าด้วย ปรากฏว่าพวกเขาจดบันทึกมุกตลกได้ทั้งหมด 604 เรื่อง ในจํานวนนี้ 60 เปอร์เซ็นต์มาจากผู้ชาย ความถี่ในการเล่าเรื่องตลกที่แตกต่างกันเช่นนี้ปรากฏให้เห็นในหลายประเทศ และเกิดขึ้นกับเด็กๆในวัยที่เพิ่งจะเริ่มเล่าเรื่องตลกให้คนอื่นฟังเป็นครั้งแรกอีกด้วย

นักวิชาการบางคนคิดว่าความแตกต่างที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะผู้หญิงต้องการหลีกเลี่ยงมุกตลก เนื่องจากมันมักเกี่ยวข้องกับเรื่องใต้สะดือหรือไม่ก็ความก้าวร้าว (เช่น “ถาม : ลิงที่อยู่ในเขตทุ่นระเบิดเรียกว่าอะไร ตอบ : ลิงบาบูม!) แต่นักวิชาการอีกส่วนหนึ่งกลับเห็นว่าความแตกต่างดังกล่าวมีรากเหง้ามาจากความเชื่อมโยงระหว่างการหัวเราะมุกตลก และสถานะคนที่มีสถานะทางสังคมสูงมักเล่าเรื่องตลกมากกว่าคนที่มีสถานะต่ำกว่า

ขณะที่ผู้หญิงเองก็มีสถานะทางสังคมต่ำกว่าผู้ชายมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พวกเธออาจเรียนรู้ที่จะหัวเราะไปกับมุกตลกมากกว่าจะเป็นฝ่ายเล่าเสียเอง แต่ที่น่าสนใจก็คือความสัมพันธ์ระหว่างสถานะกับการเล่ามุกตลกจะมีข้อยกเว้นสําหรับมุกตลกล้อเลียนตัวเอง เพราะคนที่มีสถานะทางสังคมต่ำจะเล่าเรื่องตลกล้อเลียนตัวเองมากกว่าคนที่มีสถานะสูง โดยนักวิจัยได้ตรวจสอบปริมาณของมุกตลกล้อเลียนตัวเองของนักแสดงตลกอาชีพทั้งชายและหญิง และพบว่ามุกตลกของฝ่ายชายมีมุกล้อเลียนตัวเองอยู่แค่ 12 เปอร์เซ็นต์ ส่วนฝ่ายหญิงมีมากถึง 63 เปอร์เซ็นต์

หลังจากโครงการดําเนินไปได้ 3 เดือน เราก็ได้มีโอกาสศึกษาข้อมูลในเชิงลึกเป็นครั้งแรก โดย เจด เอเวอริตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของโครงการได้ดาวน์โหลดมุกตลกมา 10,000 เรื่อง รวมทั้งคะแนนจากประชาชน 100,000 คน ซึ่งยินดีบอกเราว่ารู้สึกขำกับแต่ละมุกตลกมากแค่ไหน ปรากฏว่ามุกตลกที่ได้คะแนนสูงสุดในช่วงแรกของการทดลองมีคนชื่นชอบมากถึง 46 เปอร์เซ็นต์ มันถูกส่งเข้ามาโดยเจฟฟ์ อานัน แคปปา จากเมืองแบล็กพูลทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเชอร์ล็อก โฮล์มส์ กับ ดร.วัตสัน คู่หูของเขา จากเชอร์ล็อก โฮล์มส์ และ ดร.วัตสันไปออกค่ายพักแรมกัน

พวกเขากางเต็นท์อยู่ภายใต้ดวงดาวพร่างพราวบนท้องฟ้าจากนั้นก็เข้านอน แต่แล้วโฮล์มส์ก็ปลุกวัตสันให้ตื่นขึ้นมากลางดึกและ บอกว่า “วัตสัน นายมองดาวบนท้องฟ้าสิ แล้วบอกฉันว่าเห็นอะไร” วัตสันตอบ “ฉันเห็นดาวเป็นล้านๆดวง” โฮล์มส์จึงถามว่า “แล้วนายคิดว่ายังไงต่อ” วัตสันตอบ “ถ้ามีดาวหลายล้านดวง และมีบางดวงเป็นดาวเคราะห์ แสดงว่าน่าจะมีดาวเคราะห์บางดวงที่เหมือนโลก และถ้ามีดาวเคราะห์ที่เหมือนโลก แสดงว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ก็ได้” โฮล์มส์บอกว่า “เจ้าโง่วัตสัน ที่เรามองเห็นดาวก็เพราะเต็นท์ถูกขโมยไปแล้วต่างหากล่ะ”

นี่เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของทฤษฎีว่าด้วยความเหนือกว่าแบบซ้อนสองชั้น เราหัวเราะที่วัตสันไม่รู้ตัวเลยว่าเต็นท์หายไปแล้ว และรู้สึกขำที่โฮล์มส์ใช้วิธีคุยกับเพื่อบอกให้วัตสันรู้ว่าเต็นท์หาย

เมื่อ 2,000 ปีก่อน ปราชญ์ชาวกรีกอย่างเพลโตได้ทํานายไว้ว่าความรู้สึกเหนือกว่ามีบทบาทสําคัญต่อความตลกขบขัน การค้นพบของเราในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าความคิดของเขาถูกต้อง แถมยังบ่งบอกว่าการเปล่งเสียงโห่ร้องอย่างป่าเถื่อนเพื่อแสดงชัยชนะเหนือความโชคร้ายของคนอื่นนั้นยังปรากฏให้เห็นจวบจนศตวรรษที่ 21