การสํารวจจิตวิทยาแห่งอารมณ์ขันด้วยวิทยาศาสตร์

Monty Python's Flying Circus

ในทศวรรษที่ 1970 ตอนหนึ่งของละครตลกยอดนิยมเรื่อง Monty Python’s Flying Circus ufabet มีโครงเรื่องเกี่ยวกับการเสาะหามุกตลกที่ขําที่สุดในโลกในช่วงทศวรรษที่ 1940 โดยผู้ชายคนหนึ่งชื่อ เออร์เนสต์ สคริบเบลอร์ ได้คิดค้นมุกตลกแล้วเขียนออกมาเป็นเรื่องราวจากนั้นเขาก็ข่มุกตลกของตัวเองจนเสียชีวิต ปรากฏว่ามุกตลกที่เขาแต่งขึ้นมาสร้างความขบขันอย่างมากจนทําให้ทุกคนที่ได้อ่านขํากันจนตาย กองทัพอังกฤษเล็งเห็นว่าน่าจะใช้มุกตลกเป็นอาวุธสังหารได้ จึงมอบหมายให้คนกลุ่มหนึ่งแปลเป็นภาษาเยอรมัน โดยแต่ละคนจะได้แปลครั้งละ 1 คําเท่านั้นเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น

เมื่อกองทัพเยอรมันได้อ่านมุกตลกที่ว่าพวกทหารพากันหัวเราะอย่างบ้าคลั่งจนไม่สามารถสู้รบได้ ละครเรื่องนี้จบลงที่ฉากการหารือนัดพิเศษในที่ประชุมเจนีวา ซึ่งผู้แทนแต่ละประเทศได้ลงมติห้ามใช้มุกตลกในการทําสงคราม

ต่อมาในปี 2001 ก็ได้มีการดําเนินการทดลองในชีวิตจริงโดยเลียนแบบละครตลกเรื่องดังกล่าว โดยนําทีมวิจัยเพื่อเสาะหามุกตลกที่ขที่สุดในโลกด้วยระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์เป็นเวลา 1 ปี แต่ไม่ได้ถึงขั้นจะสร้างอาวุธสังหารให้กับกองทัพ เราแค่ต้องการศึกษาเรื่องเสียงหัวเราะอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เท่านั้นเอง

นอกเหนือจากการเสาะหามุกตลกที่โดนใจมหาชนมากที่สุดแล้ว โครงการที่สร้างขึ้นโดยเลียนแบบละครตลกของผมยังส่งผลให้เกิดประสบการณ์แปลกประหลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ เดฟ แบร์รี นักเขียนเรื่องขําขันชาวอเมริกัน ชุดตุ๊กตาไก่ยักษ์ โรบิน วิลเลียมส์ รวมทั้งมุกตลกกว่า 500 เรื่องซึ่งปิดท้ายด้วยประโยคเด็ดที่ว่า “มีตัววีเซิลกําลังเคี้ยวของลับของผม” ที่สําคัญยิ่งกว่านั้นก็คือโครงการนี้ช่วยตอบคําถามมากมายที่นักวิจัยด้านอารมณ์ขันยุคใหม่กําลังขบคิดกันอยู่ ตัวอย่างเช่น ผู้ชายและผู้หญิงรู้สึกขบขันกับมุกตลกคนละประเภทหรือเปล่า ประชาชนของแต่ละประเทศคิดว่ามุกตลกของประเทศอื่นหรือไม่ อารมณ์ขันของคนเราเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาหรือเปล่า และถ้าคุณคิดจะปล่อยมุกตลกเกี่ยวกับสัตว์ละก็คุณจะให้ตัวเอกเป็นเป็ด ม้า วัว หรือตัววีเซิลดี

ทําไมไก่ถึงข้ามถนน

Monty Python's Flying Circus

ในเดือนมิถุนายนปี 2001 ผมได้รับการติดต่อจากสมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แห่งสหราชอาณาจักร หรือที่เรียกโดยย่อว่า บีเอเอเอส ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ที่เคยมอบหมายให้มีการดําเนินการทดลองเรื่องโหราศาสตร์การเงิน บีเอเอเอสกระตือรือร้นที่จะสร้างโครงการที่เป็นจุดศูนย์กลางของงานเฉลิมฉลองทางวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศนาน 1 ปี และอยากให้มีการทดลองขนาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจจากประชาชนทั่วไปได้

หลังจากพยายามคิดค้นหัวข้อที่เกือบจะเข้าท่าอยู่หลายเรื่องแต่ก็ยังไม่ดีพอ ละครตลกเรื่อง Monty Python’s Flying Circus ตอนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ เออร์เนสต์ สคริบเบลอร์ ซึ่งถูกนํามาฉายซ้ำอีกครั้ง จึงเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะเสาะหามุกตลกที่ขำที่สุดในโลกจริงๆ ซึ่งหัวข้อนี้มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างแน่นหนา เพราะนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ของโลกหลายคนไม่ว่าจะเป็นฟรอยด์ เพลโต และอริสโตเติล ล้วนเคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับความตลกขบขันอย่างจริงๆจังๆมาแล้ว

อันที่จริง ลุดวิก วิตเกนสไตน์ นักปรัชญาชาวเยอรมันรู้สึกประทับใจในหัวข้อนี้มาก เขาเคยบอกว่างานเขียนทางปรัชญาที่จริงจังสามารถเขียนขึ้นมาจากเรื่องขําขันทั้งหมดได้ จากนั้นก็ค้นพบว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการพูดถึงแนวคิดดังกล่าวให้คนอื่นฟังก็มักจะเกิดการถกเถียงกันอย่างจริงจังตามมาทุกครั้ง บางคนตั้งคําถามว่ามุกตลกที่ขำที่สุดในโลกมีอยู่จริงหรือเปล่า ยูฟ่าเบท ส่วนคนอื่นๆมองว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะวิเคราะห์ความตลกขบขันด้วยระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ แต่ผู้คนเกือบทั้งหมดก็ยินดีแบ่งปันมุกตลกที่ตัวเองชอบที่สุดให้ฟัง การผสมผสานกันระหว่างการศึกษาทางวิทยาศาสตร์กับการดึงดูดความสนใจของคนทั่วไปแสดงให้เห็นว่าเรามาถูกทางแล้ว

โครงการ “ลาฟแล็บ (LaughLab)” ทําการศึกษาโดยอาศัยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ โดยสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาและแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจะให้ผู้คนส่งมุกตลกสุดโปรดเข้ามาเก็บไว้ในคลังข้อมูล ส่วนที่สองจะให้พวกเขาตอบคําถามสั้นๆไม่กี่ข้อเกี่ยวกับตัวเอง (เช่น เพศ อายุ และสัญชาติ) แล้วให้คะแนนความจําของมุกตลกหลายๆเรื่องที่ถูกสุ่มเลือกออกมาจากคลังข้อมูลตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็ม เราค่อยๆรวบรวมข้อมูลมากมายเกี่ยวกับมุกตลกและคะแนนที่ได้จากคนทั่วโลก ทั้งยังสามารถค้นหาคําตอบว่าอะไรทําให้ผู้คนแต่ละกลุ่มหัวเราะและมุกตลกเรื่องไหนที่ทําให้คนทั่วโลกยิ้มได้

ปรากฏว่าบีเอเอเอสตอบตกลงและอนุมัติโครงการลาฟแล็บ ความสําเร็จของโครงการนี้ขึ้นอยู่กับการโน้มน้าวผู้คนนับหมื่นทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วมในการทดลองผ่านทางอินเทอร์เน็ต บีเอเอเอสจึงพยายามเผยแพร่การทดลองครั้งนี้ด้วยการเปิดตัวลาฟแล็บด้วยรูปถ่ายอันโดดเด่นสะดุดตา โดยเอาความคิดมาจากมุกตลกที่ได้ชื่อว่าโด่งดังมากที่สุดในโลก (และต่อมาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามันเป็นมุกตลกที่ฝืดที่สุดอีกด้วย) มุกตลกดังกล่าวก็คือปริศนาถามตอบที่ว่า “ถาม : ทําไมไก่ถึงข้ามถนน ตอบ : ก็เพื่อไปให้ถึงฝั่งตรงข้ามน่ะสิ”

โครงการดังกล่าวเปิดตัวขึ้นในเดือนกันยายนปี 2001 การเปิดตัวโครงการลาฟแล็บประสบความสําเร็จด้วยดี โดยปรากฏเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์และนิตยสารทั่วโลก หลังจากเปิดเว็บไซต์เพียงไม่กี่วันก็ได้รับมุกตลกกว่า 500 เรื่อง และมีคนเข้ามาให้คะแนนกว่า 10,000 คน แต่แล้วก็มีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น มุกตลกหลายเรื่องมีเนื้อหาไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่ อันที่จริงแล้ว ต้องบอกว่าเข้าขั้นลามกจกเปรตเลยทีเดียว มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ติดตาตรึงใจมากเป็นพิเศษและมีเนื้อหาเกี่ยวกับแม่ชี 2 คน กล้วยหวีใหญ่ ช้าง และโยโกะ โอโนะ

มุกตลกเหล่านี้ไม่อาจเก็บเข้าสู่คลังข้อมูลได้เพราะเราไม่รู้เลยว่าใครจะเข้ามาให้คะแนนบ้าง อย่างไรก็ตาม แค่วันแรกเพียงวันเดียวก็มีคนส่งมุกตลกเข้ามากว่า 300 เรื่องแล้ว จึงต้องการใครสักคนมาคัดกรองข้อมูลทั้งหมดนี้ สุดท้าย เอมมา กรีนนิ่ง ผู้ช่วยวิจัยก็เข้ามาช่วย เธอต้องทํางานทุกวันนานหลายเดือนเพื่อตรวจสอบมุกตลกทุกเรื่องอย่างละเอียดและคัดแยกเรื่องที่ไม่เหมาะสมออกไป เธอรู้สึกเอียนที่ต้องอ่านมุกตลกเดิมๆที่วนเวียนอยู่กับเรื่องใต้สะดือ (มุกตลก “ถาม : อะไรเอ่ยมีสีน้ำตาลและ เหนียวหนืด” “ตอบ : กิ่งไม้” ถูกส่งเข้ามามากกว่า 300 ครั้ง) แต่ถ้าเป็นมุกตลกเล่นคําแบบสองแง่สองง่าม โดยคําว่า Sticky (เหนียวหนืด) มีอีกความหมายหนึ่ง ว่า “ขึ้น” ส่วนคําตอบว่า Stick (กิ่งไม้) มีอีกความหมายหนึ่งว่า “องคชาต” มองในแง่ดี ตอนนี้เรากลายเป็นแหล่งรวบรวมมุกตลกสัปดนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว

ผู้ทดลองขอให้ผู้เข้าร่วมการทดลองประเมินมุกตลกแต่ละเรื่องด้วยคะแนนเต็ม 5 ไล่ตั้งแต่ “ไม่ค่อยขำ” ไปจนถึง “ขำมาก” และเพื่อให้วิเคราะห์ข้อมูลได้ง่ายขึ้น เราจัดให้คะแนนระดับ “A” และ “5” รวมกันอยู่ใน หมวด “ใช่ มุกนี้ขำจริงๆ” ufabet จากนั้นเราก็จะสามารถจัดเรียงลําดับตามความขำของมุกในหมวดนี้ได้ ถ้าหากมุกไหนไม่ค่อยจําสักเท่าไหร่ก็จะมีผู้ให้คะแนนระดับ “4” หรือ “5” แค่ 1 หรือ 2 เปอร์เซ็นต์ ในทางกลับกัน มุกที่ฮาจนน้ำตาเล็ดก็จะมีเปอร์เซ็นต์สูงมาก พอสิ้นสุดสัปดาห์แรกก็มีการลองอ่านมุกตลกที่ได้คะแนนนำบางส่วน ปรากฏว่ามุกตลกส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยจําและได้เปอร์เซ็นสูงๆยังได้คะแนนไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์เลยด้วยซ้ำ ผู้เข้าร่วมการทดลองประมาณ 25-35 เปอร์เซ็นต์มองว่ามุกตลกต่อไปนี้เรียกเสียงหัวเราะได้ดี ซึ่งก็ทําให้ติดอันดับต้นๆในบรรดามุกตลกทั้งหมด

ครูคนหนึ่งตบะแตกใส่นักเรียนในชั้น เธอตวาดใส่เด็กๆว่า “ใครที่คิดว่าตัวเองโง่ให้ยืนขึ้น!” หลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที เด็กคนหนึ่งก็ค่อยๆยืนขึ้น ครูจึงหันไปถามเด็กคนนั้นว่า

“เธอคิดว่าตัวเองโง่งั้นหรือ”

“เปล่าครับ…” นักเรียนคนนั้นตอบ

“..ผมแค่ไม่อยาก เห็นครูยืนอยู่คนเดียว”

คุณเคยได้ยินเรื่องนี้หรือเปล่า ชายคนหนึ่งรู้สึกภูมิใจสุดๆที่ตัวเองสามารถต่อจิ๊กซอว์เสร็จภายในเวลา 30 นาที เพราะข้อความข้างกล่องระบุไว้ว่า “สําหรับ 5-6 ปี”

ชาวเท็กซัส : คุณเป็นคนที่ไหนหรือ (Where are you from?)

บัณฑิตจากฮาร์วาร์ด : ผมมาจากสถานที่ซึ่งเราไม่พูดลงท้ายประโยคด้วยคําบุพบท

ชาวเท็กซัส : งั้นก็ได้ คุณเป็นคนที่ไหนหรือ ไอ้เบื๊อก

ตาทึ่มคนหนึ่งกําลังเดินอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เขามองเห็นตาทึ่มอีกคนยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม

ตาทึ่มคนแรกตะโกนถามตามคนที่สองว่า “ฉันจะข้ามไปอีกฝั่งได้ยังไง”

ตาทึ่มคนที่สองจึงสวนกลับทันควันว่า “นายก็ยืนอยู่อีกฝั่งแล้วนี่นา”