ถ้าคุณเลือกเป็นเครื่องโรยหน้าพิซซ่าได้หนึ่งอย่าง…คุณจะเลือกอะไร?

It's A Wonderful Life

เมื่อได้รู้แล้วว่ามีแรงผลักดันลึกลับที่มีอิทธิพลต่อความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของคุณ คุณก็ย่อมนํามันไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ทุกวันนี้คนโสดหลายล้านคนทั่วโลกต่างกระเสือกกระสนดิ้นรน หาคู่ครองที่สมบูรณ์แบบ (หรือขอแค่มีคู่ก็พอ) ufabet ข่าวดีก็คือความช่วยเหลืออยู่ไม่ไกลแล้ว! บรรดานักวิจัยได้พยายามศึกษากันมานานแล้วว่าความเข้าใจในเรื่องจิตวิทยาแห่งเสน่ห์ดึงดูดจะช่วยให้ชายหนุ่มมัดใจสาวๆได้อย่างไร

เช่นเดียวกับการศึกษาทางจิตวิทยาภาคพิสดารอื่นๆ การศึกษานี้ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการ แต่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างการเดตด่วนและโฆษณาหาคู่ แต่ก่อนอื่นต้องเริ่มจากที่ หุบเขาต้นน้ำคาปิลาโนในรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา – ในปี 1974 ศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยาชื่อ โดนัลด์ คัตตัน และ อาเธอร์ แอรอน ได้ทําการทดลองที่ไม่เหมือนใครบนสะพาน 2 แห่งเหนือ แม่น้ำคาปิลาโนในรัฐบริติชโคลัมเบีย สะพานแห่งแรกเป็นสะพานแขวนแสนจะโคลงเคลงที่อยู่เหนือโขดหินเบื้องล่างกว่า 60 เมตร

ส่วนสะพานอีกแห่งเป็นสะพานไม้เตี้ยๆที่มั่นคงแข็งแรงกว่ามาก ผู้ดําเนินการทดลองจะสวมบทนักวิจัยการตลาดสาว ซึ่งขอให้ชายหนุ่มที่เดินข้ามสะพานช่วยทําแบบสอบถามง่ายๆ จากนั้นก็มอบเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองให้เพื่อพวกเขาอยากสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย ผลลัพธ์เป็นไปตามที่นักวิจัยคาดไว้ โดยนอกจากผู้ชายที่ข้ามสะพานแขวนจะยอมรับเบอร์โทร ศัพท์มากกว่าผู้ชายที่ข้ามสะพานไม้อย่างเห็นได้ชัดแล้ว พวกเขายังติดต่อกลับมาหาผู้ดําเนินการทดลองมากกว่าด้วย

คําถามก็คือ ทําไมระดับความสูงเหนือแม่น้ำคาปิลาโนถึงมีอิทธิพลต่อการยอมรับเบอร์โทรศัพท์ของผู้หญิงคนหนึ่ง รวมถึงการโทรไปคุยกับเธอล่ะ

ถ้าคุณเลือกเป็นเครื่องโรยหน้าพิซซ่าได้หนึ่งอย่าง…คุณจะเลือกอะไร?

ถ้าคุณเลือกเป็นเครื่องโรยหน้าพิซซ่าได้หนึ่งอย่าง…คุณจะเลือกอะไร?


ก่อนการทดลองดังกล่าว นักวิจัยจํานวนมากได้พิสูจน์และยืนยันสิ่งที่เหล่ากวีเชื่อกันมาเป็นร้อยๆปีแล้ว นั่นคือ เมื่อเราได้เห็นคนที่ถูกใจ หัวใจของเราจะเต้นเร็วขึ้นขณะที่ร่างกายเตรียมพร้อมจะทําสิ่งใดก็ตามที่ อาจเกิดขึ้นตามมา แต่ดัตตันกับแอรอนสงสัยว่าเป็นไปได้ไหมที่สถานการณ์จะกลับตาลปัตร เป็นไปได้หรือไม่ว่า เมื่อหัวใจของเราเต้นเร็วขึ้น เราจะรู้สึกถูกใจคนอื่นตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้เอง การทดลองบนสะพานทั้งสองแห่งจึงเกิดขึ้นมา ความไม่มั่นคงของสะพานแขวนที่ทั้งสูงทั้งแกว่ง ไกวย่อมทําให้หัวใจของคนที่เดินข้ามเต้นเร็วกว่าคนที่เดินข้ามสะพานเตี้ยๆ

เมื่อผู้ชายที่เดินข้ามสะพานแขวนพบนักวิจัยการตลาดสาว พวกเขาก็นึกไปว่าหัวใจเต้นรัวเพราะเธอ ไม่ใช่เพราะสะพานร่างกายทําให้สมองเข้าใจผิดว่าตัวเองถูกใจผู้หญิงคนนั้น พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะ อยากได้เบอร์โทรศัพท์ของเธอและติดต่อกลับไปในภายหลัง ยูฟ่าเบท ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นว่าร่างกายสามารถหลอกสมองได้เท่านั้น แต่ยังนําไปใช้กับชีวิตของเราได้อีกด้วย นี่คือเหตุผลที่ว่าทําไมนักวิจัยบางคนถึงเชื่อว่าถ้าคุณอยากให้คู่เดตมาตกหลุมรักละก็ คุณสองคนจึง ควรหันหลังให้กับสิ่งต่างๆที่ทําให้รู้สึกสงบอย่างการฟังเพลงช้า การไปเที่ยวชนบทและการนั่งเล่นในสวนหลังบ้าน แล้วเพิ่มโอกาสให้ดอกรักผลิบานด้วยการควงคู่กันไปชมคอนเสิร์ตเพลงร็อก นั่งรถไฟเหาะตีลังกา หรือดูหนังสยองขวัญแทน

ผลงานของคัตตันกับแอรอนเป็นเพียงบางส่วนของการทดลองอันพิลึกพิลั่นที่สํารวจจิตวิทยาแห่งความรักและเสน่ห์ดึงดูด งานวิจัยที่กําลังจะพูดถึงนี้พุ่งเป้าไปยังประเด็นที่น่าปวดหัวสําหรับคู่เดต…อย่างเรื่องการชวนคุยยังไงล่ะ

หากคุณอยากให้คนที่คุณหมายตาประทับใจสุดๆ ประโยคเด็ดสำหรับเปิดฉากการสนทนาคืออะไรรู้ไหม ต่อให้ใช้กูเกิลค้นหาจนพรุนก็ คงไม่เจอหรอก เพราะประโยคที่ใช้กันจนเกร่อคงทําให้อีกฝ่ายถอย หนีเสียมากกว่า (เช่น “ในนี้มันร้อนจริงๆ หรือเป็นเพราะคุณเร่าร้อนกันแน่” “ถ้าผมเรียงลําดับพยัญชนะเสียใหม่ได้ ผมจะเอาตัว U [คุณ] กับ 1 [ผม] มาอยู่ข้างๆกัน” และ “ผมจําเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองไม่ได้ ขอเบอร์คุณแทนได้ไหมครับ”) เพื่อเฟ้นหาประโยคเด็ดสําหรับมัดใจคนที่หมายตา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระจึงขอให้ผู้คนช่วยประเมินคําพูดชวนคุยสุดคลาสสิกหลากหลายรูปแบบ

ผลการทดลองพบว่าประโยคชวนขึ้นเตียงแบบไม่พูดพร่ำทําเพลง (เช่น “คุณรู้ไหม ถึงผมจะไม่ใช่มนุษย์หินฟลินต์สโตน แต่ผมก็ทําให้เตียงคุณสะเทือนได้เลยนะ!”) และประโยคหวานเลี่ยน (เช่น “คุณอยู่นี่เอง! ผมเฝ้าตามหาคุณมาตลอดเลย นางในฝันของผม”) เป็นกลเม็ดที่ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่นัก อันที่จริงมันไม่ได้เรื่องสุดๆ จนนักวิจัยสงสัยว่าอะไรดลใจให้คนเราพูดตามๆกันมา หลังจากนั่งเกาหัวแกรกๆกันอยู่นานสองนาน พวกเขาก็สรุปว่า “ผู้ชายอาจใช้คําพูดเหล่านี้เพื่อแยกแยะ ผู้หญิงใจง่าย” (หรืออาจถึงขั้น “ไม่เลือกหน้า”) ทั้งนี้ทั้งนั้น นักวิจัยพบว่าคําพูดที่บ่งบอกถึงไหวพริบ ความเป็นคนนิสัยดี ความมั่งคั่ง และความสุนทรีย์เหมาะจะใช้เปิดฉากการสนทนามากกว่า อย่างไรก็ตาม ตัวนักวิจัยเองก็ยอมรับว่าการใช้แบบสอบถามที่ให้กากบาทในช่อง “ใช่ นั่นเป็นประโยคชวนคุยที่ดี” โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้ตอบนั้น อาจแตกต่างจากประโยคที่ใช้กันในชีวิตจริงก็ได้

นักวิชาการอย่างเจมส์ ฮูแรน และแคโรไลน์ วัตต์ ได้เสาะหาประโยคเด็ดและหัวข้อสนทนาที่ดีที่สุด สําหรับการตามหาคู่แท้ แนวทางที่เลือกใช้คือการเดตด่วนครั้งใหญ่ มีการลงโฆษณาตามสื่อต่างๆล่วงหน้าสองสามเดือน เพื่อชักชวนคนโสดให้เข้ามาทําการทดลองเกี่ยวกับศาสตร์แห่งการหว่านเสน่ห์ ปรากฏว่ามีผู้สนใจติดต่อมาราว 500 คน จึงสุ่มเลือกออกมา 100 คน (เป็นชาย 50 คนและหญิง 50 คน) แล้วเชื้อเชิญพวกเขาเข้ามาในห้องทดลองแห่งความรักของ


การเดตด่วนครั้งนี้จัดขึ้นที่ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ของโรงแรมที่เก่าแก่และใหญ่โตโอ่อ่าที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเอดินบะระ หลังจากผู้เข้าร่วมการทดลองทั้ง 100 คนเดินทางมาถึง พวกเขาก็จะถูกจัดให้นั่งที่โต๊ะยาว ตัวหนึ่งจากทั้งหมด 5 ตัว โดยผู้ชายกับผู้หญิงจะนั่งกันคนละฝั่ง โดยให้คนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ 4 ตัวแรกคุยกันเกี่ยวกับหัวข้อที่กําหนดไว้ให้เท่านั้น โดยเลือกจากหัวข้อที่คู่เดตหยิบมาคุยกันบ่อยที่สุด ได้แก่ งานอดิเรก ภาพยนตร์ การท่องเที่ยว และหนังสือ ส่วนโต๊ะตัวที่ 5 นั้นเป็น “กลุ่มควบคุม” ซึ่งผู้เข้าร่วมการทดลองสามารถพูดคุยได้ทุกเรื่องที่ต้องการ พอเพลงรักหวานซึ้งของนักร้องสาวแคโรล คิง เริ่มบรรเลง ผู้เข้าร่วมการทดลองก็ถูกขอให้เริ่มพูดคุยกับคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม

สามนาทีต่อมาก็หมดเวลา จากนั้นพวกเขาจะต้องประเมินคนที่คุยด้วยตามหัวข้อที่กําหนดไว้ เช่น ถูกใจรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายแค่ไหน “ความเข้ากันได้” อยู่ในระดับใด ตัดสินใจได้เร็วเพียงใดว่าถูกใจหรือไม่ถูกใจอีกฝ่าย และที่สําคัญที่สุดคือ อยากนัดเจอกับอีกฝ่ายหรือเปล่า เมื่อประเมินเสร็จแล้วทุกคนก็จะได้เปลี่ยนคู่และเริ่มกันใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนแรก หลังจากเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงและทุกคนได้เดตด่วนครบ 10 รอบแล้ว การทดลองก็สิ้นสุดลง ขอบอกว่าการเดตด่วนครั้งนี้ประสบความสําเร็จอย่างงดงามเลยล่ะเพราะมีหลายคนที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ที่บาร์ของโรงแรมหลังงานเลิก บางคู่แลกเบอร์โทรศัพท์กัน และบางคู่ก็ได้แลกมากกว่านั้น

วันรุ่งขึ้นผู้ทดลองได้กรอกข้อมูลกว่า 1,500 แผ่นลงในตารางขนาดยักษ์ ถ้ามีคู่ที่ใจตรงกันและต่างก็บอกว่าอยากเจอกันอีกครั้ง ก็จะส่งเบอร์โทรศัพท์ของอีกฝ่ายไปให้ รวมๆแล้วมีผู้เข้าร่วมการทดลองประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ที่กลับบ้านไปพร้อมกับข้อมูลของคนที่คุยด้วยอย่างน้อย 1 คน แต่บางคนก็ไปได้สวยกว่านั้น โดยมีผู้ร่วมงานประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ที่ได้ข้อมูลของคนที่คุยด้วย 4 คนติดมือกลับไป เพียงแต่ผู้หญิงออกจะช่างเลือกกว่าผู้ชายประมาณ 2 เท่า

ทั้งนี้ผู้ชายและผู้หญิงที่ได้คะแนนสูงสุดมีอัตราความสําเร็จอยู่ที่ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ufabet เพราะทุกคนที่คุยด้วย ล้วนอยากเจอพวกเขาอีกครั้ง ทั้งนี้พบว่าหัวข้อสนทนาที่แตกต่างกันส่งผลต่ออัตราความสําเร็จด้วย โดยคู่เดตที่คุยกันเรื่องภาพยนตร์แล้วอยากเจอกันอีกมีไม่ถึง 9 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับตัวเลข 18 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มที่คุยกันเรื่องการท่องเที่ยว ข้อมูลเพิ่มเติมจากการทดลองยังช่วยให้เรารู้ด้วยว่าทําไม คู่เดตจึงควรหลีกเลี่ยงการสนทนาเรื่องภาพยนตร์ ทั้งนี้ก่อนจะเริ่มการเดตด่วน ผู้ทดลองได้ขอให้ทุกคนบอกแนวภาพยนตร์ที่ชื่นชอบ จึงรู้ว่าผู้ชายกับผู้หญิงมีรสนิยมเรื่องภาพยนตร์ที่ต่างกันลิบลับ ตัวอย่างเช่น มีผู้ชายมากถึง 49 เปอร์เซ็นต์ที่ชอบภาพยนตร์แนวแอ็กชั่น แต่มีผู้หญิงชอบแค่ 18 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ขณะเดียวกันก็มีผู้หญิง 29 เปอร์เซ็นต์ชอบภาพยนตร์เพลง แต่มีผู้ชายชอบภาพยนตร์แนวนี้เพียงแค่ 4 เปอร์เซ็นต์ ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านโต๊ะที่คุยกันเรื่องภาพยนตร์ จะได้ยินแต่เสียงคนถกเถียงกัน ในทางตรงกันข้าม การพูดคุยเรื่องการท่องเที่ยวมักเกี่ยวข้องกับวันหยุดอันแสนวิเศษและจุดหมายปลายทางในฝัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทําให้ทุกคนรู้สึกดีและชอบกันและกันมากขึ้น

ข้อมูลจากการทดลองยังเผยให้เห็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอื่นๆอีกด้วย นั่นคือถึงแม้ผู้ชายมักถูกมองว่าเป็นพวกที่มองอะไรตื้นๆ และด่วนตัดสินผู้หญิง แต่ผลการทดลองของเรากลับบ่งชี้ว่า ผู้หญิงต่างหากที่ตัดสินผู้ชายอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ โดยมีผู้หญิงอยู่ 45 เปอร์เซ็นต์ที่ตัดสินใจได้ภายในเวลาไม่ถึง 30 วินาที ขณะที่มีผู้ชายแค่ 22 เปอร์เซ็นต์ ที่ตัดสินใจได้เร็วขนาดนั้น เห็นได้ชัดว่าผู้ชายมีเวลาไม่กี่วินาทีในการทําให้ผู้หญิงประทับใจซึ่งยิ่งตอกย้ำความสําคัญของประโยคชวนคุยเข้าไปอีก

เพื่อระบุประเภทของคําพูดชวนคุยที่ใช้ได้ผลที่สุด ได้มีการเปรียบเทียบบทสนทนาของคนที่ได้คะแนนสูงสุดกับต่ำสุด ผลปรากฏว่าพวกที่ล้มเหลวมักชวนคุยด้วยประโยคเชยๆอย่าง “คุณมาที่นี่บ่อยไหม” หรือพยายามสร้างความประทับใจจนเกินเหตุด้วยประโยคอย่าง “ผมจบปริญญาเอกด้านคอมพิวเตอร์” และ “เพื่อนผมเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์” ส่วนพวกที่มีชั้นเชิงมากกว่าจะกระตุ้นให้อีกฝ่ายพูดถึงตัวเองด้วยวิธีที่ แปลกใหม่ สนุกสนาน และพิลึกพิลั่น โดยดูได้จากคําพูดที่เป็นที่จดจํามากที่สุดของชายและหญิงที่ได้คะแนนสูงสุด ประโยคเด็ดของฝ่ายชายคือ “ถ้าคุณได้ไปออกรายการ Stars In Their Eyes คุณจะแสดงเป็นใคร” ส่วนประโยคเด็ดของฝ่ายหญิงคือ “ถ้าคุณเลือกเป็นเครื่องโรยหน้าพิซซ่าได้หนึ่งอย่าง คุณจะเลือกอะไร”

ทําไมคําพูดทํานองนี้ถึงประสบความสําเร็จนักล่ะ คําตอบของคําถามนี้ไปโผล่ในการทดลองที่ออกจะพิสดารอยู่สักหน่อย ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลอดและการทําเสียงตลกๆนั่นเอง

ในปี 2004 นักจิตวิทยาชื่อ อาเธอร์ แอรอน (เจ้าของการทดลองบนสะพานเมื่อปี 1974) และบาร์บารา เฟรลี่ย์ จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก วิทยาเขตสโตนีบรูก ได้จับคู่คนที่ไม่รู้จักกันแล้วให้พวกเขาทําภารกิจพิลึกๆร่วมกัน 6 โดยในกลุ่มแรก คนหนึ่งจะถูกปิดตา ส่วนอีกคนต้องใช้ฟันคาบหลอดเอาไว้ (ซึ่งทําให้เสียงของเขาฟังดูตลก) จากนั้นทั้งคู่ต้องปฏิบัติภารกิจที่ออกแบบมาเพื่อทําให้พวกเขาหัวเราะ ภารกิจแรกคือให้คนที่ถูกปิดตาเต้นตามคําสั่งของคู่หูที่คาบหลอดดูดน้ำอยู่ ส่วนอีกภารกิจหนึ่งก็สนุกสนานเฮฮาไม่แพ้กัน โดยพวกเขาต้องแสดงเลียนแบบโฆษณาโทรทัศน์ที่ตนชื่นชอบโดยใช้ภาษาที่คิดค้นขึ้นมาใหม่

ในกลุ่มที่สอง ผู้เข้าร่วมการทดลองต้องปฏิบัติภารกิจที่จริงจังกว่ามาก ไม่มีหลอดดูดน้ำ ไม่มีผ้าปิดตา และไม่มีเสียงตลกๆ ส่วนการแสดงเลียนแบบโฆษณาก็ใช้ภาษาปกติ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจผู้ดําเนินการทดลองก็ขอให้ทุกคนทําแบบสอบถามเพื่อประเมินว่าพวกเขาสนุกสนานกันแค่ไหน ผลลัพธ์ที่ออกมาช่วยยืนยันว่า การปิดตาและคาบหลอดดูดน้ำ รวมถึงการใช้ภาษาบ้าๆบอๆช่วยเพิ่มความครื้นเครงได้เป็นอย่างดี จนสุดท้ายก็มาถึงคําถามสําคัญ ผู้เข้าร่วมการทดลองทุกคนต้องวาดวงกลม 2 วง ซ้อนกันเพื่อแสดงถึงระดับความรู้สึกสนิทสนมกับคู่ของตัวเอง ผลปรากฏว่าคนที่ได้ผ่านประสบการณ์สนุกสนานเฮฮาร่วมกันจะรู้สึกใกล้ชิดกันมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด แถมยังรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีเสน่ห์มากกว่าด้วย

ดังนั้นประโยคชวนคุยที่ใช้ได้ผลก็คือการทําอะไรก็ตามที่ให้ผลลัพธ์แบบเดียวกับการคาบหลอดไว้ในปากเพื่อทําให้เสียงพูดของคุณฟังดูงี่เง่านั้นแหละ การทําเช่นนี้เปิดโอกาสให้คนสองคนได้มีประสบการณ์ที่สนุกสนานร่วมกัน ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความสนิทสนมและความชอบพอกันไปในตัว

เราได้สํารวจจิตวิทยาแห่งการโกหกด้วยการทดลองผ่านสื่อ มวลชนโดยได้รับความช่วยเหลือจากเซอร์โรบิน เดย์ ไปแล้ว สามปีต่อ มา ผมกลับไปยังสตูดิโอแห่งเดิมเพื่อทําการทดลองครั้งที่สอง ซึ่งยิ่งใหญ่ และซับซ้อนกว่าครั้งแรกชนิดที่เทียบกันไม่ติด เราต้องการค้นหาคําตอบ ว่าความยุติธรรมนั้นมีอยู่จริงหรือไม่

แนวคิดสําหรับการศึกษาครั้งนี้ผุดขึ้นมาในหัวตอนที่ผมกําลังอ่าน การ์ตูนเรื่อง Far Side ของแกรี ลาร์สัน เนื้อหาของการ์ตูนตอนนั้นเป็น ฉากที่ทนายความกําลังพูดกับคณะลูกขุนในห้องพิจารณาคดี เขาชี้ไปที่ ลูกความของตัวเองแล้วพูดว่า “ผมขอถามหน่อยเถอะครับท่านลูกขุน… นั่นใช่ใบหน้าของฆาตกรต่อเนื่องจริง ๆ หรือ” จําเลยนั่งอยู่ในคอกและ สวมสูทผูกเนกไท แต่แทนที่ใบหน้าจะเป็นเหมือนคนปกติ กลับเป็น “หน้า ยิ้ม” ที่ประกอบด้วยดวงตาสีดํา 2 จุดและรอยยิ้มรูปครึ่งวงกลมขนาด ใหญ่ เช่นเดียวกับเรื่องตลกชั้นดีทั่วไป การ์ตูนของลาร์สันทําให้ผมได้ หัวเราะและฉุกคิด

การตัดสินของคณะลูกขุนถือว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งยวด พวก เขาจึงจําเป็นต้องตัดสินอย่างมีเหตุผลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผม คิดว่าการทดสอบความมีเหตุผลที่ว่านี้คงจะน่าสนใจไม่น้อย ในระหว่าง การถ่ายทอดสดรายการวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง Tomorrow’s World ของช่องบีบีซี เราขอให้ผู้ชมรับบทเป็นหนึ่งในคณะลูกขุน พวกเขาจะได้ ชมวิดีโอการพิจารณาคดีที่จําลองขึ้นมา และต้องตัดสินว่าจําเลยกระทํา ผิดจริงหรือเป็นผู้บริสุทธิ์ จากนั้นก็ลงมือตัดสินคดีด้วยการโทรศัพท์เข้า มายังหมายเลขที่เราเตรียมไว้

แต่สิ่งที่ผู้ชมไม่รู้ก็คือ เราแบ่งคนทั้งประเทศออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ทั้งนี้บีบีซีจะถ่ายทอดสัญญาณไปทั่วประเทศผ่านตัวกระจายสัญญาณ 13 ตัว ซึ่งโดยปกติจะส่งสัญญาณเดียวกันออกไป เมื่อเราได้รับอนุญาต เป็นกรณีพิเศษ ผมจึงสามารถแบ่งประเทศอังกฤษออกเป็น 2 กลุ่ม และ เผยแพร่รายการที่แตกต่างกันออกไปได้

ผู้ชมทุกคนจะได้เห็นหลักฐานชิ้นเดียวกันในคดีที่จําเลยถูกกล่าว หาว่าบุกรุกเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งและขโมยคอมพิวเตอร์ออกมา แต่ผู้ชม ครึ่งหนึ่งจะได้เห็นจําเลยที่มีใบหน้าตามแบบฉบับของอาชญากร คือมีทั้ง จมูกหักและดวงตาชิดกัน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะได้เห็นจําเลยที่มีใบหน้าตาม แบบฉบับของผู้บริสุทธิ์ คือมีใบหน้าอ่อนเยาว์และดวงตาสีฟ้ากระจ่างใส นอกจากนี้ เรายังพยายามควบคุมตัวแปรต่าง ๆ โดยให้จําเลยในแต่ละ กรณีใส่สูทแบบเดียวกัน ยืนอยู่ตรงตําแหน่งเดียวกันในคอกจําเลย และ แสดงสีหน้านิ่งเฉยเหมือนกัน

เราร่างคํากล่าวสรุปของผู้พิพากษาอย่างพิถีพิถันว่าเพราะอะไร จําเลยจึงถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์ นอกจากนี้ เรายังพยายามนําเสนอหลัก ฐานต่าง ๆ ในแบบที่ไม่อาจฟันธงได้ว่าจําเลย “มีความผิด” หรือ “บริสุทธิ์” ตัวอย่างเช่น ภรรยาของจําเลยบอกว่าเขาอยู่ที่ผับแห่งหนึ่งตอน เกิดเหตุ แต่พยานอีกคนบอกว่าเห็นเขาออกจากผับประมาณ 30 นาที ก่อนเกิดเหตุ มิหนําซ้ํารอยเท้าในที่เกิดเหตุยังตรงกับรอยรองเท้าของ จําเลย แต่มันก็เป็นยี่ห้อที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมและมีคนใช้กันถมไป

หลังจากออกอากาศ เราก็ใจจดใจจ่ออยู่ข้างโทรศัพท์ขณะรอดูว่า จะมีคนโทรเข้ามามากน้อยแค่ไหน ผลปรากฏว่าสายแทบไหม้เลยครับ ในการทดลองเรื่องการจับโกหกมีคนโทรเข้ามาประมาณ 30,000 สาย แต่คราวนี้จํานวนคนที่โทรเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว ทั้งนี้ ผู้ชมที่มีเหตุผลและยุติธรรมน่าจะพิจารณาคดีจากหลักฐานเพียงอย่าง เดียว แต่พอเอาเข้าจริง พวกเขาก็ยังคงมีแนวโน้มที่จะตกหลุมพรางของ รูปร่างหน้าตาโดยไม่รู้ตัวอยู่ดี โดยผู้ชมประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ตัดสิน ว่าชายผู้มีใบหน้าตามแบบฉบับของอาชญากรมีความผิด แต่มีผู้ชมเพียง 29 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ตัดสินว่าชายผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์และดวงตาสีฟ้ากระทําผิดจริง นั่นหมายความว่า พวกเขามองข้ามหลักฐาน แล้วตัดสิน คดีจากรูปร่างหน้าตาของจําเลยแทน

คงดีไม่น้อยถ้าผลลัพธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแต่ในสตูดิโอของสถานีโทร ทัศน์เท่านั้น แต่ความจริงแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย จอห์น สจ๊วต นักจิตวิทยาจากวิทยาลัยเมอร์ซีเฮิร์สต์ในรัฐแอริโซนา ได้ใช้เวลามหาศาล ไปกับการนั่งสังเกตการณ์ในศาลเพื่อประเมินเสน่ห์ดึงดูดของจําเลยตัว จริง11 เขาพบว่าผู้ชายหน้าตาดีจะได้รับโทษเบากว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อ เทียบกับผู้ชายหน้าตาธรรมดา ๆ ถึงแม้ทั้งคู่จะกระทําความผิดแบบเดียวกัน ก็ตาม

ในหนังสือเรื่อง Influence โรเบิร์ต ชิอัลดินี่ นักจิตวิทยาชื่อดัง ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอันน่าทึ่งระหว่างผลการศึกษาข้างต้นกับ การทดลองสุดพิสดารที่ศึกษาการทําศัลยกรรมตกแต่งภายในเรือนจํา42 ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ได้มีการทําศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าให้กับ นักโทษกลุ่มหนึ่งในเรือนจําของนครนิวยอร์กเพื่อแก้ไขความพิกลพิการบนใบหน้า

นักวิจัยพบว่านักโทษกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะกลับเข้าคุกน้อย กว่านักโทษที่ไม่ได้ทําศัลยกรรมอย่างเห็นได้ชัด การให้การศึกษาและฝึก อาชีพในเรือนจําดูเหมือนจะมีความสําคัญไม่เท่ากับหน้าตา ผลการทด ลองที่ออกมาทําให้ผู้กําหนดนโยบายทางสังคมบอกว่า การผ่าตัดตกแต่ง ใบหน้าให้ดูดีขึ้นน่าจะช่วยป้องกันไม่ให้พวกเขาทําผิดซ้ําสองได้ แต่ ชิอัลดินีกลับนําข้อมูลของเจมส์ สจ๊วต มาตีความผลการทดลองในแง่มุม ที่ต่างออกไป โดยกล่าวว่าการทําศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าอาจไม่ได้ป้อง กันการทําผิดกฎหมายซ้ําสอง แต่ลดแนวโน้มที่จะถูกตัดสินจําคุกต่างหาก


แรงผลักดันซ่อนเร้นของฮอลลีวูด

 It's A Wonderful Life

งานวิจัยจํานวนมากแสดงให้เห็นว่า รูปร่างหน้าตามีผลต่อคะแนนพิศวาส เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นใบหน้าชวนมอง เราจะเชื่อมโยงใบหน้านั้น เข้ากับคุณลักษณะในแง่บวกอย่างความอ่อนโยน ความจริงใจ และ สติปัญญา ดังนั้น คนหน้าตาดีจึงมีแนวโน้มที่จะได้งานทํามากกว่าคน หน้าตาขี้เหร่ แถมยังได้เงินเดือนสูงกว่าเพื่อนร่วมงานที่มีความสามารถ พอ ๆ กันอีกด้วย

แต่อิทธิพลที่ดูไร้เหตุผลพวกนี้มีต้นตอมาจากไหนล่ะ นักวิจัยบาง ส่วนชี้นิ้วไปที่วงการฮอลลีวูด สตีเฟน สมิธ และเพื่อนร่วมงานของเขา จากวิทยาลัยนอร์ทจอร์เจีย จึงลงมือทําการทดลองเพื่อหาคําตอบว่ามัน เป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ โดยการทดลองของพวกเขาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ในการทดลองส่วนแรก พวกเขารวบรวมรายชื่อภาพยนตร์ระหว่างปี 1940-1989 ที่ทํารายได้สูงสุด 20 อันดับแรกของแต่ละทศวรรษ 13 จาก นั้นก็ให้คนกลุ่มหนึ่งดูภาพยนตร์เหล่านั้นแล้วให้คะแนนตัวละครทั้งหมด ในด้านต่างๆ เช่น เสน่ห์ดึงดูด ความมีศีลธรรม สติปัญญา และมนุษยสัมพันธ์ รวมทั้งให้บอกด้วยว่าตัวละครจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตลอดไปหรือเปล่า

หลังจากที่ได้ดูภาพยนตร์ครบทุกเรื่องแล้ว ตั้งแต่ It’s A Wonderful Life ไปจนถึง Around The World In 80 Days (ฉบับปี 1956) และตั้งแต่ Last Tango In Paris ไปจนถึง Beetlejuice ผู้เข้าร่วมการทดลองจึงให้คะแนนตัวละครทั้ง 833 ตัว นักวิจัยค้นพบว่า ตัวละครที่รูปร่างหน้าตาดีจะถูกมองว่าเป็นคนโรแมนติก มีศีลธรรม ฉลาด และน่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปตลอดกาลมากกว่าตัวละครอื่นๆ

ถึงแม้ผลลัพธ์ที่ออกมาจะดูน่าสนใจ แต่ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าตัวละคร เหล่านี้ก่อให้เกิดทัศนคติแบบเหมารวมขึ้นมาจริง ๆ พวกเขาจึงเดินหน้า ทําการทดลองส่วนที่สอง โดยเลือกภาพยนตร์สองสามเรื่องที่มีนักแสดงนําหน้าตาดีกับหน้าตาไม่ดี ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง Pride Of The Yankees ซึ่งสร้างขึ้นจากชีวิตจริงของนักเบสบอลชื่อดังอย่างลู เกห์ริก โดยได้นักแสดงหน้าตาดีอย่างแกรี คูเปอร์ มารับบทเป็นเกหริกเพื่อถ่าย ทอดเรื่องราวความสําเร็จ ปัญหาสุขภาพที่คุกคามขณะชีวิตกําลังรุ่งโรจน์ ตลอดจนการรับมือกับโรคร้ายได้อย่างสง่างาม ส่วนภาพยนตร์จากขั้ว ตรงข้ามอย่าง Up The Down Staircase ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับครูสาวไฟ แรงที่พยายามเปลี่ยนแปลงโรงเรียนในชุมชนแออัดที่กําลังย่ําแย่ แซนดี้ เดนนิส นางเอกของเรื่อง เป็นนักแสดงที่ได้รับการยกย่องในฝีไม้ลายมือ แต่เธอไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาตามแบบฉบับขวัญใจฮอลลีวูดเหมือนแกรี คูเปอร์ แถมยังพูดจาตะกุกตะกักอีกต่างหาก

ผู้ดําเนินการทดลองขอให้ผู้เข้าร่วมการทดลองหลายกลุ่มดูภาพ ยนตร์หนึ่งเรื่องแล้วให้คะแนนในด้านต่าง ๆ จากนั้นก็ขอให้พวกเขาช่วย เหลือเพิ่มเติม โดยบอกว่ามหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้ ๆ กําลังต้องการคนช่วย ประเมินคุณสมบัติของนักศึกษาปริญญาโท ผู้เข้าร่วมการทดลองแต่ละ คนจะได้ดูแฟ้มที่ประกอบด้วยประวัติย่อและรูปถ่ายของนักศึกษา อัน ที่จริงแล้ว ประวัติย่อที่ทุกคนได้รับจะมีเนื้อหาเหมือนกัน ต่างกันแค่รูป ถ่ายที่มีแบบหน้าตาดีกับหน้าตาไม่ดี

ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่เพิ่งได้ชม ภาพยนตร์แนวเดียวกับเรื่อง Pride Of The Yankees จะให้คะแนนนัก ศึกษาหน้าตาดีสูงเป็นพิเศษ และให้คะแนนนักศึกษาที่หน้าตาไม่ดีต่ํา เป็นพิเศษเช่นกัน แต่กลับไม่พบแบบแผนดังกล่าวกับกลุ่มคนที่ได้ชม ภาพยนตร์แนวเดียวกับเรื่อง Up The Down Staircase จะเห็นได้ว่า แค่ดูภาพยนตร์เรื่องเดียว การรับรู้ของผู้คนก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน แล้ว คงจะจินตนาการได้ไม่ยากเลยว่า การรับชมรายการโทรทัศน์ โฆษณา และภาพยนตร์จํานวนนับไม่ถ้วนที่ป้อนอคติใส่หัวเรามาตลอดทั้ง ชีวิตจะส่งผลกระทบเช่นไร