ความสัมพันธ์ทางจิตวิทยาระหว่างสถานะกับส่วนสูง

ความสัมพันธ์ทางจิตวิทยาระหว่างสถานะกับส่วนสูง

เมื่อหลายพันปีก่อน การคบหากับคนตัวสูงใหญ่เป็นเรื่องที่มีข้อได้เปรียบในเชิงวิวัฒนาการ ufabet เพราะร่างกายที่สูงใหญ่ช่วยเอื้อประโยชน์ต่อการหาอาหารและเอาชนะศัตรู ถึงแม้ตอนนี้ส่วนสูงจะไม่ถือเป็นข้อได้เปรียบ ทางร่างกายอีกต่อไปแล้ว แต่สมองอันคร่ำครึของเราก็ยังคงเชื่อมโยงส่วนสูงกับความสําเร็จเหมือนเดิม นี่เป็นการรับรู้แบบผิดๆที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อคนเราในหลายแง่มุม

 ความสัมพันธ์ทางจิตวิทยาระหว่างสถานะกับส่วนสูง

นักจิตวิทยาสองคนชื่อ เลสลี มาร์เทล และเฮนรี บิลเลอร์ ได้ขอให้นักศึกษาให้คะแนนคุณสมบัติทางร่างกายและจิตใจของผู้ชายที่มีส่วนสูงในระดับต่างๆกัน” พวกเขารายงานผลลัพธ์ไว้ในหนังสือเรื่อง Stature and Stigma ว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างก็มองว่าผู้ชายที่สูงไม่ถึง 165 เซนติเมตรด้อยกว่าผู้ชายที่ตัวสูงกว่านั้นในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการมองโลกในแง่ดี ความมั่นใจ ความแข็งแกร่ง การประสบความสําเร็จ และความสามารถ นอกจากนี้ การยกย่องความสูงยังสะท้อนออกมาให้เห็นในภาษาที่เราใช้ด้วย ตัวอย่างเช่น เราเรียกคนที่น่าเคารพนับถือว่าเป็น “คนสูงส่ง” แต่เวลาที่เงินขาดมือเรามักจะพูดว่า เงิน “หด” หาย

แม้กระทั่งในเรื่องของความรักและการเลือกคู่ครอง ส่วนสูงก็มีบทบาทสําคัญ ศาสตราจารย์โรบิน ดันบาร์ นักจิตวิทยาเชิงวิวัฒนาการแห่งมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลและเพื่อนร่วมงานได้วิเคราะห์ข้อมูลของชายชาวโปแลนด์ที่มีสุขภาพดีกว่า 4,000 คน ซึ่งเข้ารับการตรวจสุขภาพตามกําหนดในช่วงปี 1983-1989 พวกเขาพบว่าผู้ชายที่ไม่มีลูกจะตัวเตี้ยกว่าผู้ชายที่มีลูกอยู่ราวๆ 3 เซนติเมตร โดยมีข้อยกเว้นเพียงกรณีเดียวคือผู้ชายที่เกิดในทศวรรษที่ 1930 ดันบาร์เชื่อว่านั่นเป็นเพราะพวกเขาถึงวัยพร้อมจะแต่งงานในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองพอดิบพอดี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชายโสดหายาก ผู้หญิงจึงไม่ค่อยมีทางเลือกมากนัก


ความเชื่อมโยงระหว่างส่วนสูงกับความสําเร็จในการหาคู่ครองดูเหมือนจะเป็นจริงในทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่กลางป่าอะเมซอน ในช่วงทศวรรษที่ 1960 นักมานุษยวิทยาชื่อ โทมัส เกรเกอร์ จากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ในสหรัฐอเมริกา ได้ไปอาศัยอยู่กับชาวเมฮีนาคูซึ่งเป็นชนพื้นเมืองในป่าเขตร้อนบริเวณตอนกลางของประเทศบราซิล ufabet แม้แต่ดินแดนที่ถูกตัดขาดจากความเจริญเช่นนี้ส่วนสูงก็เป็นสิ่งสําคัญ

ชาวเมฮีนาคูมองว่าผู้ชายตัวสูงมีเสน่ห์ดึงดูดและเรียกพวกเขาด้วยความยกย่องว่า “เวเคเปอี” ส่วนชายรูปร่างเตี้ยจะถูกเรียกด้วยคําเย้ยหยันอย่าง “เปริตซี” ซึ่งพ้องเสียงกับคําว่าอิตซีที่แปลว่าองคชาต เวเคเปอีมักถูกมองว่ามีความมั่งคั่ง มีอํานาจ มีโอกาสได้เข้าร่วมในพิธีกรรมต่างๆ และมีโอกาสในการผลิตทายาทมากกว่าพวกเปริตซี เกรเกอร์ค้นพบว่า ยิ่งผู้ชายตัวสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งหาผู้หญิงมาเป็นคู่ได้ง่ายเท่านั้น โดยผู้ชายตัวสูงที่สุด 3 คนจะมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงเป็นจํานวนเท่าๆกับผู้ชายตัวเตี้ยที่สุด 7 คนรวมกันเลยทีเดียว

ถ้าถามว่าส่วนสูงมีความสําคัญต่อหน้าที่การงานหรือเปล่า ก็เป็นไปได้มากเลยทีเดียว ในช่วงทศวรรษที่ 1940 นักจิตวิทยาค้นพบว่าพนักงานขายที่ตัวสูงจะทํายอดขายได้ดีกว่าพนักงานขายที่ตัวเตี้ยกว่า อีกทั้งในการสํารวจความคิดเห็นเมื่อปี 1980 ก็พบว่าซีอีโอของบริษัทในกลุ่มฟอร์จูน 500 มากกว่าครึ่งมีส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 183 เซนติเมตร งานวิจัยในวารสาร Journal of Applied Psychology เมื่อไม่นานมานี้เผยให้เห็นว่าในโลกของการทํางานนั้น ส่วนสูงทุกเซนติเมตรมีความหมายฯ ทิโมธี จัดจ์ ศาสตราจารย์สาขาบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา พร้อมด้วยเพื่อนร่วมงานชื่อ แดเนียล เคเบิล ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยขนาดใหญ่ 4 ชิ้น ซึ่งเก็บข้อมูลของผู้เข้าร่วมการทดลองตลอดทั้งชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกภาพ ส่วนสูง สติปัญญา และรายได้

จัดจ์พุ่งเป้าไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนสูงกับรายได้ และพบว่าความสูงแต่ละเซนติเมตรที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยขึ้นไปนั้นส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 316 ดอลลาร์ ดังนั้น ในแต่ละปีคนที่สูง 183 เซนติเมตรจึงหาเงิน ได้มากกว่าเพื่อนร่วมงานที่สูง 165 เซนติเมตรอยู่ 5,688 ดอลลาร์ ถึงแม้ทั้งคู่จะมีความสามารถมากพอๆกันก็ตาม เมื่อทบไปเรื่อยๆตลอดชีวิต การทํางานกว่า 30 ปี คนตัวสูงก็จะหาเงินได้มากกว่าคนที่ตัวเตี้ยกว่าอยู่หลายแสนดอลลาร์เลยทีเดียว

แวดวงการเมืองก็ไม่รอดพ้นจากเงื้อมมือของนักวิจัยเช่นกัน ในบรรดาประธานาธิบดีทั้ง 43 คนของอเมริกานั้นมีเพียง 5 คนที่มีส่วนสูงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย นอกจากนี้ ครั้งสุดท้ายที่ประชาชนลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีที่มีส่วนสูงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนั้นก็ผ่านมานานกว่าร้อยปีแล้ว (ผู้นําคนสุดท้ายที่ตัวเตี้ยกว่าค่าเฉลี่ยคือประธานาธิบดีวิลเลียม แมคคินลีย์ เจ้าของส่วนสูง 170 เซนติเมตร ซึ่งก้าวขึ้นสู่ตําแหน่งในปี 1896 สื่อมวลชนจึงพากันตั้งฉายาให้เขาว่า “ไอ้หนูน้อย”)

ประธานาธิบดีของอเมริกาส่วนใหญ่จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยอยู่หลายเซนติเมตร เช่น โรนัลด์ เรแกน สูง 185 เซนติเมตร ส่วนจอร์จ บุช ผู้พ่อ และบิล คลินตัน สูง 188 เซนติเมตร ทั้งนี้มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าผู้ลงสมัครบางคนล่วงรู้ถึงความสําคัญของส่วนสูงเป็นอย่างดี จึงพยายามนํามันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ด้วย อย่างในการโต้วาที่ระหว่างผู้สมัครชิงตําแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 1988 จอร์จ บุช ผู้พ่อจับมือทักทายกับคู่แข่งอย่างไมเคิล ดูกากิส โดยยื่นมือออกมายาวผิดปกติ ยูฟ่าเบท เห็นได้ชัดว่าท่วงท่าดังกล่าวถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาดโดยทีมงานของบุชเพื่อเป็นการตอกย้ำในเรื่องความสูง

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ทางจิตวิทยาระหว่างสถานะกับส่วนสูงนั้นเป็นไปแบบสองทิศทาง กล่าวคือ เราไม่เพียงคิดว่าคนตัวสูงมีความสามารถมากกว่าเท่านั้น แต่ยังคิดว่าคนมีความสามารถจะต้องตัวสูงด้วย ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงประหลาดใจทุกครั้งที่ได้รู้ว่าดาราฮอลลีวูดมีส่วนสูงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ตัวอย่างเช่น ดัสติน ฮอฟฟ์แมน สูงแค่ 165 เซนติเมตร ส่วนมาดอนนาสูงเพียง 162 เซนติเมตร ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเว็บไซต์ www.celebheights.com (เจ้าของสโลแกนว่า “ในดินแดนของคนตัวจิ๋วแห่งฮอลลีวูด คนที่สวมรองเท้าส้นหนาเตอะจะได้เป็นราชา”) ซึ่งพยายามค้นหาส่วนสูงที่แท้จริงของคนดัง

บ่อยครั้งที่ทางเว็บไซต์ส่งคนที่รู้ส่วนสูงแน่ชัดไปยืนถ่ายรูปข้างๆคนดังเพื่อจะได้ประเมินส่วนสูงของพวกเขาอย่างแม่นยํา ในหนังสือเรื่อง The Height of Your Life นัก เขียนชื่อ ราล์ฟ คีย์ส ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่มีนักแสดงตัวเตี้ยเป็นจํานวนมากเอาไว้ว่า คนตัวเล็กมักมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองเข้มแข็ง และกลบปมด้อยเรื่องความสูงด้วยบุคลิกอันโดดเด่น

ความสัมพันธ์ดังกล่าวปูทางไปสู่ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ นั่นคือเราประเมินส่วนสูงของผู้คนแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีสถานะเป็นเช่นไร นักจิตวิทยาชื่อ พอล วิลสัน จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ เป็นคนแรกที่ลงมือทดสอบปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ โดยเขาแนะนําเพื่อนนักวิชาการคนหนึ่งให้นักศึกษาหลายๆกลุ่มได้รู้จัก จากนั้นก็ขอให้แต่ละกลุ่มประเมินส่วนสูงของนักวิชาการคนดังกล่าว แต่สิ่งหนึ่งที่พวกนักศึกษาไม่รู้คือวิลสันให้รายละเอียดที่แตกต่างกันกับนักศึกษาแต่ละกลุ่ม

โดยบอกกลุ่มแรกว่าชายคนนั้นเป็นนักศึกษาเหมือนกัน บอกกลุ่มที่สองว่าเป็นอาจารย์ บอกกลุ่มที่สามว่าเป็นอาจารย์อาวุโส และบอกกลุ่มที่สี่ว่าเป็นศาสตราจารย์ ผลปรากฏว่าพวกนักศึกษาประเมินส่วนสูงของชายคนนั้นแตกต่างกันไปตามข้อมูลที่ตัวเองได้รับ ตอนที่บอกว่าเขาเป็นนักศึกษา เขาก็ถูกมองว่ามีส่วนสูงแค่ 172 เซนติเมตร แต่พอ บอกว่าเขาเป็นอาจารย์ ส่วนสูงก็เพิ่มขึ้นมา 1 นิ้ว (2.54 เซนติเมตร) พอได้เลื่อนขั้นเป็นอาจารย์อาวุโส นักศึกษาก็มองว่าเขามีส่วนสูงเพิ่มขึ้นมาอีก 1 นิ้ว จนในที่สุดเมื่อเขาได้เลื่อนขั้นพรวดพราดขึ้นมาเป็นศาสตราจารย์ ส่วนสูงของเขาก็พุ่งพรวดขึ้นมาอยู่ที่ 183 เซนติเมตร


ในปี 1960 แฮโรลด์ แคสซาร์เจียน จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ทําการสํารวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวน 3,000 คนว่าจะลงคะแนนให้เคนเนดีหรือนิกสันในการเลือกตั้งที่กําลังจะมาถึง รวมทั้งถามว่าพวกเขาคิดว่าผู้สมัครคนไหนตัวสูงกว่า ความจริงแล้วเคนเนดีตัวสูงกว่านิกสันประมาณ 3 เซนติเมตร แต่ผู้ที่คิดจะลงคะแนนให้แต่ละฝ่ายกลับเห็นต่างกัน โดยมีผู้สนับสนุนนิกสัน 42 เปอร์เซ็นต์ที่คิดว่านิกสันตัวสูงกว่า แต่มีผู้สนับสนุนของเคนเนดีเพียง 23 เปอร์เซ็นต์ที่คิดเช่นนั้น นอกจากนี้

ในทศวรรษที่ 1990 ฟิลิป ไฮแอม และวิลเลียม คาร์เมนต์ จากมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ในประเทศแคนาดาได้ทําการทดลองต่อยอดไปอีก โดยขอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประเมินส่วนสูงของหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่สามพรรคในแคนาดา (ไบรอัน มัลโรนีย์ จอห์น เทอร์เนอร์ และเอ็ด บรอดเบนต์) ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งทั่วไป มัลโรนีย์เป็นผู้คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนั้น ส่งผลให้เขามีส่วนสูงเพิ่มขึ้น 0.5 นิ้ว (1.3 เซนติเมตร) ในสายตาของประชาชนส่วนผู้ปราชัยอย่างเทอร์เนอร์และบรอดเบนต์ก็ดูเตี้ยลง 0.5 นิ้วและ 1.5 นิ้ว (3.8 เซน ติเมตร) ตามลําดับในปี

แล้วเราจะสามารถนําปรากฏการณ์ดังกล่าวมาใช้ประเมินสถานะของนักการเมืองในสายตาของประชาชนในช่วงก่อนการเลือกตั้งได้หรือไม่? ในปี 2001 โรเจอร์ ไฮฟิลด์ บรรณาธิการข่าววิทยาศาสตร์ของหนังสือพิมพ์เดอะ เดลี เทเลกราฟ และนักวิจัยได้ทําการสํารวจความคิดเห็นทางการเมืองแบบไม่เหมือนใคร โดยขอให้กลุ่มตัวอย่าง 1,000 คนประเมินส่วนสูงของหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคของอังกฤษ

ข้อมูลจากทั้งสองพรรคระบุว่า โทนี แบลร์ หัวหน้าพรรคแรงงาน และ วิลเลียม เฮก หัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม ต่างก็สูง 183 เซนติเมตรเท่ากัน แต่บรรดาผู้มีสิทธิออกเสียงกลับไม่เห็นเช่นนั้น แนวผลการทดลองนี้สอดคล้องกับการค้นพบของแฮโรลด์ แคสซาร์เจียน ในทศวรรษที่ 1960 โดยพบความแตกต่างระหว่างตอนที่ผู้คนประเมินส่วนสูงของหัวหน้าพรรคที่ตนเองสนับสนุนกับตอนที่พวกเขา ประเมินส่วนสูงของหัวหน้าพรรคคู่แข่งโดยผู้สนับสนุนพรรคแรงงานที่คิดว่าแบลร์มีส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 175 เซนติเมตรมีจํานวนมากกว่าผู้สนับสนุนพรรคอนุรักษ์นิยม

ในทํานองเดียวกัน ผู้สนับสนุนพรรคอนุรักษ์นิยมที่คิดว่าเฮกตัวสูงกว่า 175 เซนติเมตรก็มีจํานวนมากกว่าผู้สนับสนุนพรรคแรงงานเช่นกัน พูดง่ายๆก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างก็คิดว่าผู้สมัครที่ตัวเอง สนับสนุนตัวสูงกว่าฝ่ายตรงข้าม ว่าแต่ผลสํารวจความคิดเห็นเรื่องส่วนสูงของเราสามารถทํานายผลการเลือกตั้งได้อย่างไรบ้างล่ะ จากการสํารวจพบว่า มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งแค่ 35 เปอร์เซ็นต์ที่คิดว่าแบลร์ตัวเตี้ยกว่า ค่าเฉลี่ย (175 เซนติเมตร) แต่ตัวเลขของเฮกกลับสูงถึง 64 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงมองว่าแบลร์มีรูปร่างสูงส่วนเฮกก็ค่อนข้างเตี้ยทีเดียว แล้วผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2001 ก็ออกมาว่า โทนี แบลร์ จากพรรคแรงงานสามารถคว้าชัยชนะไปได้อย่างถล่มทลาย

สมัยก่อนมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนดกกว่าในปัจจุบันมาก ตอนที่ยังเป็นลิงอยู่นั้น เรามีขนปกคลุมทั่วใบหน้าและร่างกายเลยทีเดียว แต เราได้สลัดขนทิ้งไปเกือบหมดตลอดระยะเวลาหลายหมื่นปีที่ผ่านมา สาเหตุของวิวัฒนาการดังกล่าวยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างหนัก นักวิจัยบางส่วนเชื่อว่าเป็นผลมาจากการที่เราออกจากป่าทึบมาอาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้าสะวันนาซึ่งมีอากาศร้อน เราจึงไม่ต้องอาศัยขนเพื่อรักษาความอบ อุ่นให้แก่ร่างกายมากเท่าเมื่อก่อน แต่นักวิจัยอีกส่วนหนึ่งกลับเชื่อว่าเป็นเพราะแมลงและปรสิตที่เป็นพาหะนําเชื้อโรคมีจํานวนลดลง เราจึงไม่จําเป็นต้องมีขนเพื่อป้องกันตัวเองอีกต่อไป แต่ไม่ว่าสาเหตุที่แท้จริงจะเป็นอะไรก็ตาม ผู้ชายบางคนกลับเลือกที่จะย้อนรอยวิวัฒนาการด้วยการไว้หนวดเคราบนใบหน้า ซึ่งส่งผลให้ภาพลักษณ์ของพวกเขาในสายตาคนรอบข้างเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่รู้ตัว

ในปี 1973 นักจิตวิทยาชื่อ โรเบิร์ต เพลเลกรินี่ ได้ศึกษาผลกระทบของหนวดเคราที่มีต่อบุคลิกภาพในสายตาผู้อื่น เขาเสาะหาจนเจอชายหนุ่มหนวดเครารุงรัง 8 คนที่ยินดีสละหนวดเคราเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เพลเลกรินีถ่ายรูปชายหนุ่มแต่ละคนก่อนที่ช่างตัดผมจะลงมือโกนหนวดเครา จากนั้นก็ถ่ายรูปของพวกเขาตอนที่เหลือเคราแพะกับหนวด ต่อมาก็ถ่ายรูปตอนที่เหลือหนวดเพียงอย่างเดียว และปิดท้าย ด้วยการถ่ายรูปใบหน้าที่เกลี้ยงเกลา เพลเลกรินีให้คนหลายกลุ่มประเมินบุคลิกภาพของผู้ชายในรูป เขาพบว่าปริมาณหนวดเครามีความสัมพันธ์ในทางบวกกับคุณลักษณะต่างๆอย่างความแข็งแกร่ง ความเป็นผู้ใหญ่ ความมีอํานาจ ความมั่นใจในตัวเอง และความกล้าหาญ เพลเลกรินีจึงตั้งข้อสังเกตว่า “ อาจเป็นเพราะภายใต้ใบหน้าอันเกลี้ยงเกลาของชายหนุ่มทุกคน ล้วนมีหนวดเคราที่ร่ำร้องอยากจะผุดงอกออกมา หากเป็นเช่นนั้นจริง ผลการศึกษาชิ้นนี้ก็เป็นเหตุผลรองรับเสียงร้องของหนวดเคราได้เป็นอย่างดี”

ถึงแม้ผลงานของเพลเลกรินีจะช่วยเปิดหูเปิดตาได้เป็นอย่างมาก แต่เขากลับมองข้ามคุณลักษณะสําคัญไปอย่างหนึ่งนั่นคือ ความซื่อสัตย์ ถ้าเขารวมเอาความซื่อสัตย์เข้าไปด้วย ข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องหนวดเคราก็คงไม่ออกมาดูดีขนาดนี้ ผลการสํารวจความคิดเห็นเมื่อไม่นานมานี้พบว่า คนในประเทศตะวันตกกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าผู้ชายที่โกนหนวดเกลี้ยงเกลามีความซื่อสัตย์มากกว่าผู้ชายที่ไว้หนวดเครา ดูเหมือนหนวดเคราจะกระตุ้นให้เรานึกถึงเจตนาร้าย การปิดบังซ่อนเร้น และสุขอนามัยที่ย่ำแย่

จริงอยู่ที่ความซื่อสัตย์กับหนวดเคราไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจน แต่ทัศนคติแบบเหมารวมเช่นนี้ก็มีอิทธิพลอย่างรุนแรง คงเพราะเหตุนี้เอง มหาเศรษฐี 100 อันดับแรกของโลกในนิตยสารฟอร์บส์ทุกๆคนถึงได้มีใบหน้าเกลี้ยงเกลา อีกทั้งยังไม่มีผู้สมัครชิงตําแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกาที่ไว้หนวดหรือเครามาตั้งแต่ปี 1910 แล้ว เป็นการศึกษาเรื่องหนวดเคราเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของงานวิจัยจํานวนมหาศาลที่พยายามทําความเข้าใจว่า เครื่องเคราบนใบหน้าของคนคนหนึ่งส่งผลให้ผู้อื่นรับรู้บุคลิกภาพและความสามารถของเขาคนนั้น แตกต่างกันออกไปอย่างไร

อเล็กซานเดอร์ โทโดรอฟ และเพื่อนร่วมงานของเขาที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ได้ทําการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้และพบว่า เครื่องเคราบนใบหน้ามีความสําคัญอย่างยิ่งในแวดวงการเมือง โดยพวกเขาให้นักศึกษาดูภาพถ่ายใบหน้าของผู้ชนะและผู้ที่ได้อันดับสองในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐเมื่อปี 2000, 2002 และ 2004 แล้วให้บอกว่าคนไหนดูมีความสามารถมากกว่ากัน

ถึงแม้นักศึกษาจะได้ดูภาพถ่ายของแต่ละคู่เพียง 1 วินาที แต่การเลือกของพวกเขาก็ทํานายผลการเลือกตั้งจริงๆได้ถูกต้องประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้น ความเห็นที่ไม่ตรงกันในหมู่นักศึกษายังสามารถทํานายได้ด้วยว่า การเลือกตั้งจริงๆนั้นคู่คี่สูสีขนาดไหน กล่าวคือถ้านักศึกษาทุกคนเห็นพ้องกันว่าผู้สมัครคนไหนดูมีความสามารถมากกว่าผู้สมัครคนนั้นก็จะเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปอย่างท่วมท้น แต่ถ้าความเห็นกระจัดกระจายกันไปคนละทาง การเลือกตั้งที่แท้จริงก็จะออกมาสูสีกัน

ในเมื่อทัศนคติแบบเหมารวมเกี่ยวกับใบหน้ามีอิทธิพลต่อผลแพ้ชนะในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมากขนาดนี้แล้วยังมีสถานการณ์อื่นๆอีกไหมที่หน้าตามีความสําคัญ เป็นไปได้ไหมว่ามันจะทรงพลังถึงขั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินความผิดของจําเลยภายในห้องพิจารณาคดี