แรงผลักดันลึกลับที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมมนุษย์

แรงผลักดันลึกลับที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมมนุษย์

ชื่อของคนเราถูกกําหนดไว้ตั้งแต่ตอนที่เราคลอดออกมาแล้ว และคนส่วนใหญ่ก็ยังคงใช้ชื่อนั้นไปตลอดชีวิต ยูฟ่าเบท อย่างไรก็ตาม ปัจจัยอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของเราอาจลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่านั้นมาก เพราะบางครั้งมันก็เป็นเพียงข้อความประโยคเดียว บทเพลงสั้นๆ หรือพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์

อันที่จริงแล้ว การเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของใครบางคนนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอะไรเลย โดยจะเห็นได้จากผลงานวิจัย 2 ฉบับที่ตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาบุคลิกภาพและจิตวิทยาสังคม ซึ่งถือว่าเป็นวารสารทางวิชาการที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดฉบับหนึ่งของโลก

ในงานวิจัยชิ้นแรก จอห์น บาร์กห์ และเพื่อนร่วมงานที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์กได้ขอให้ผู้เข้าร่วมการทดลองจัดเรียงคําที่กระจัดกระจายเสียใหม่ให้เป็นประโยคที่ได้ใจความ โดยผู้เข้าร่วมการทดลองครึ่งหนึ่งต้องจัดเรียงประโยคที่มีคําที่เกี่ยวข้องกับความชรา (เช่น เหี่ยวย่น) ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็จะได้เห็นประโยคเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนคําที่เกี่ยวข้องกับความชราให้เป็นคําอื่น (เช่น เรียบตึง) เมื่อผู้เข้าร่วมการทดลองเรียงประโยคเสร็จ ผู้ดําเนินการทดลองก็จะขอบคุณพวกเขาที่ให้ความร่วมมือพร้อมกับบอกทางไปยังลิฟต์ตัวที่ใกล้ที่สุด

ผู้เข้าร่วมการทดลองนึกว่าทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่อันที่จริงช่วงที่สําคัญที่สุดของการทดลองเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น โดยผู้ดําเนินการทดลองอีกคนหนึ่งจะนั่งอยู่ตรงทางเดินไปยังลิฟต์พร้อมนาฬิกาจับเวลาในมือ ทันทีที่ผู้เข้าร่วมการทดลองออกมาจากห้องปฏิบัติการ เขาก็จะจับเวลาที่ผู้เข้าร่วมการทดลองใช้เดินไปยังลิฟต์ ufabet ปรากฏว่าคนที่เพิ่งเรียบเรียงประโยคที่มีคําเกี่ยวข้องกับความชรานั้น ใช้เวลาเดินนานกว่าอีกกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด การใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที่ขบคิดเกี่ยวกับคําต่างๆอย่าง “เหี่ยวย่น” “สีดอกเลา” “ไม้เท้า” และ “บ้านพักคนชรา” กลับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนเราไปอย่างสิ้นเชิง คําเพียงไม่กี่คําได้ “เพิ่มอายุ” ให้กับผู้เข้าร่วมการทดลองอีกหลายปี จนทําให้พวกเขาเดินเหินเหมือนกับคนชราเลยทีเดียว

ในงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง อาพ เดกสเตอร์ฮส และอาด ฟาน นิปเพนเบิร์ก จากมหาวิทยาลัยเนเมเกนในประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ขอให้ผู้ เข้าร่วมการทดลองกลุ่มหนึ่งเขียนข้อความสองสามประโยคเพื่อบรรยายถึงพฤติกรรม วิถีชีวิต และรูปลักษณ์ภายนอกของแฟนฟุตบอลอันธพาลภายในเวลา 5 นาที ขณะที่อีกกลุ่มเขียนบรรยายแบบเดียวกันแต่เปลี่ยนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแทน จากนั้นพวกเขาก็ต้องตอบคําถามเกี่ยวกับความรู้รอบตัวจํานวน 40 ข้อ เช่น “เมืองหลวงของบังกลาเทศชื่ออะไร” “ประเทศใดเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปี 1990” เป็นต้น

ผลปรากฏว่าคนที่ใช้เวลา 5 นาทีขบคิดเกี่ยวกับแฟนฟุตบอลอันธพาล สามารถตอบคําถามได้ถูกต้อง 46 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคนที่เขียนบรรยายเกี่ยวกับอาจารย์มหาวิทยาลัยตอบคําถามได้ถูกถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ผู้เข้าร่วมการทดลองไม่รู้เลยสักนิดว่าความสามารถในการตอบคําถามของตนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพียงเพราะพวกเขานึกถึงคุณลักษณะของแฟนฟุตบอลอันธพาลหรืออาจารย์มหาวิทยาลัยเท่านั้น

ผลการทดลองที่ออกมาช่างน่าทึ่งจริงๆ แต่อย่าลืมว่านั่นเป็นสถานการณ์ที่จําลองขึ้นมาภายในห้องทดลองเท่านั้น คําถามก็คือ ปรากฏการณ์เดียวกันนี้จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนเราในโลกแห่งความเป็นจริงหรือไม่

แรงผลักดันลึกลับที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมมนุษย์

ในแต่ละปี ชาวอเมริกันให้ทิปตามร้านอาหารต่างๆรวมแล้วประมาณ 26,000 ล้านดอลลาร์ คุณคงคิดว่าเราจะให้ทิปมากหรือน้อยนั้นน่าจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของอาหาร เครื่องดื่ม หรือไม่ก็บริการใช่ไหมล่ะ แต่การศึกษาวิจัยจํานวนมากที่ทํากันอย่างลับๆตามผับ บาร์ และร้านอาหารทั่วโลกนั้น กลับเผยให้เห็นถึงแรงผลักดันอันซ่อนเร้นที่คอยกําหนดพฤติกรรมในการให้ทิปของเราซึ่งก็คืออารมณ์นั่นเอง โดยลูกค้าที่มีความสุขจะให้ทิปมากเป็นพิเศษ ในการศึกษาครั้งหนึ่ง ผู้ดําเนินการทดลองขอให้พนักงานของบาร์แห่งหนึ่งในประเทศฝรั่งเศสแนบกระดาษแผ่นเล็กๆไปพร้อมกับบิลค่าอาหาร20 โดยบัตรจํานวนครึ่งหนึ่งจะเป็นโฆษณาของไนต์คลับในละแวกนั้น ส่วนอีกครึ่งเป็นเรื่องขําขันที่มีเนื้อหาดังนี้

ชาวเอสกิโมคนหนึ่งยืนรอแฟนสาวท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บอยู่หน้าโรงหนังมาได้พักใหญ่ๆแล้ว หลังจากเวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เขาทั้งโกรธทั้งหนาวจนตัวสั่น จึงเปิดเสื้อคลุมแล้วดึงเทอร์โมมิเตอร์ออกมา ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “ถ้าอีก 5 องศายัยนั้นยังไม่มาละก็ ฉันกลับแน่!”

ผลปรากฏว่าลูกค้าที่ได้อ่านเรื่องขําขันหัวเราะกันยกใหญ่และให้ทิปมากขึ้น นักวิจัยจํานวนมากได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสุขกับการให้ทิปอีกหลายครั้ง และพบว่าบริกรจะได้รับทิปมากขึ้นเมื่อวาดรูปใบหน้ายิ้มหรือเขียนคําว่า “ขอบคุณ” ในบิลค่าอาหาร หรือไม่ก็ยิ้มแย้มกับลูกค้า” ผู้คนจะให้ทิปมากขึ้นตอนที่อากาศสดใสหรือแม้แต่ตอนที่บริกรทักทายพวกเขาว่าอากาศช่างดีอะไรเช่นนี้ นอกจากนี้ ยังมีผลการ ทดลองที่พบว่าลูกค้าจะให้ทิปมากขึ้นอย่างผิดหูผิดตาเมื่อบริกรแนะนําตัวเองด้วยชื่อต้นหรือไม่ก็เรียกชื่อของลูกค้า

แรงผลักดันอีกอย่างหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ พลังแห่งการสัมผัส ในบทความเรื่อง “The Midas Touch: The Effects of Interpersonal Touch on Restaurant Tipping” เอพริล ครุสโก บอกว่าเธอทําการทดลองโดยให้บริกรหญิงสองคนสัมผัสที่ฝ่ามือหรือหัวไหล่ของลูกค้านาน 1.5 วินาทีขณะส่งบิลค่าอาหารให้ การสัมผัสทั้งสองแบบทําให้บริกรทั้งสองคนได้รับทิปมากกว่าบริกรที่ยื่นบิลให้โดยไม่แตะเนื้อต้องตัว ทั้งนี้การสัมผัสฝ่ามือจะช่วยให้ได้ทิปมากกว่าการสัมผัสหัวไหล่เล็กน้อย

การแบ่งเศษเงินให้บริกรและบาร์เทนเดอร์อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยและธรรมดา ดังนั้น คําถามก็คือ แรงผลักดันลึกลับเหล่านี้จะมีพลังมากพอที่จะโน้มน้าวให้คนเรายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินในจํานวนมากได้หรือเปล่า

ในช่วงทศวรรษที่ 1990 นักวิจัยชื่อ ชาร์ลส์ อาเรน และเดวิด คิม จากมหาวิทยาลัยเทกซัสเทคพยายามตอบคําถามดังกล่าวด้วยการปรับเปลี่ยนแนวดนตรีที่ใช้สร้างบรรยากาศในร้านขายไวน์แห่งหนึ่ง โดยลูกค้าครึ่งหนึ่งจะได้ฟังดนตรีคลาสสิกของโมซาร์ท เมนเดล โซห์น และ โชแปง ส่วนอีกครึ่งจะได้ฟังเพลงป็อปของวงฟลีตวูด แมค โรเบิร์ต แพลนต์ และรัช ผู้ดําเนินการทดลองปลอมตัวเป็นพนักงานที่กําลังตรวจดูชั้นวางสินค้าเพื่อเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของลูกค้า ufabet รวมทั้งดูว่าพวกเขาหยิบไวน์ออกมาจากชั้นกี่ขวด พวกเขาอ่านฉลากหรือไม่ และที่สําคัญที่สุดคือพวกเขาซื้อไวน์ไปกี่ขวด

ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นน่าทึ่งมากทีเดียว แนวดนตรีไม่มีผลต่อระยะเวลาที่ลูกค้าเลือกดูไวน์ในร้าน จํานวนไวน์ที่พวกเขาหยิบขึ้นมาดู หรือแม้แต่จํานวนไวน์ที่พวกเขาซื้อเลย แต่มันกลับมีอิทธิพลอย่างมากต่อราคาไวน์ที่พวกเขาซื้อ! โดยตอนที่เปิดดนตรีคลาสสิกลูกค้าจะซื้อไวน์ที่มีราคาแพงกว่าตอนที่เปิดเพลงป๊อปถึง 3 เท่า นักวิจัยเชื่อว่าการได้ยินเสียงดนตรีคลาสสิกทําให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองมีรสนิยมมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้พวกเขาเลือกซื้อไวน์ที่มีราคาแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานบางอย่างที่บ่งชี้ว่าแรงผลักดันลึกลับในทํานองเดียวกันยังส่งผลต่อความเป็นความตายอีกด้วย

ผลการวิเคราะห์เพลงคันทรี่กว่า 1,400 เพลงโดยนักสังคมวิทยา ชื่อ ศาสตราจารย์จิมมี โรเจอร์ส พบว่าเนื้อหาของเพลงส่วนใหญ่มักสื่อถึงประสบการณ์ร้ายๆในชีวิต เช่น ความรักที่ไม่สมหวัง การติดสุรา ปัญหาทางการเงิน ความสิ้นหวัง การหมดอาลัยตายอยาก ความขมขื่น และความยากจน ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 สตีเวน สแตค จาก มหาวิทยาลัยเวย์นสเตต และจิม กันด์แลค จากมหาวิทยาลัยออเบิร์น นึกสงสัยขึ้นมาว่า การฟังเพลงที่มีเนื้อหาหม่นหมองติดต่อกันนานๆจะทําให้คนเรามีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายมากขึ้นหรือไม่?”

เพื่อหาคําตอบ พวกเขาจึงตรวจสอบอัตราการฆ่าตัวตายและจํานวนเพลงคันทรีที่เปิดตามสถานีวิทยุระดับชาติในพื้นที่ 49 แห่งทั่วประเทศ หลังจากควบคุมตัวแปรอื่นๆอย่างความยากจน การหย่าร้าง และการครอบครองอาวุธปืนแล้ว พวกเขาก็พบว่ายิ่งสถานีวิทยุเปิดเพลงคันทรีมากเท่าไหร่ อัตราการฆ่าตัวตายก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจฟังดูไม่น่าเชื่อและถูกนักวิจัยคนอื่นๆตั้งคําถามมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม สาระสําคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ก็สอดคล้องไปในทางเดียวกับงานวิจัยอีกเป็นจํานวนมากนั่นคือ สื่อมวลชนมีบทบาทสําคัญในการกําหนดว่าคนเราจะตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองหรือไม่ โดยงานวิจัยที่ศึกษา “ปรากฏการณ์เวอร์เธอร์” ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมที่เดียว

ในปี 1774 โยฮันน์ ฟอน เกอเธ่ ได้เขียนนิยายเรื่อง The Sorrows of Young Werther ซึ่งเป็นเรื่องราวของชายหนุ่มชื่อเวอร์เธอร์ที่ไปตกหลุมรักหญิงสาวที่มีคู่หมั้นแล้ว แต่แทนที่จะตัดใจจากเธอ เขากลับตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองด้วยการยิงตัวตาย นิยายเรื่องนี้ประสบความสําเร็จถล่มทลาย อันที่จริงต้องเรียกว่าประสบความสําเร็จมากเกินไปด้วยซ้ำ เนื่องจากมันกระตุ้นให้มีคนฆ่าตัวตายเลียนแบบพระเอกอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งหลายประเทศในแถบยุโรปสั่งห้ามจําหน่ายนิยายเรื่องนี้

ต่อมาในปี 1974 นักสังควิทยาชื่อ เดวิด ฟิลลิปส์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ตัดสินใจทดสอบว่าการรายงานข่าวการฆ่าตัวตายทําให้เกิดปรากฏการณ์เวอร์เธอร์ขึ้นในยุคปัจจุบันหรือไม่? หลังจากได้ลองศึกษาสถิติการฆ่าตัวตายทั่วอเมริการะหว่างปี 19471968 เขาก็พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วการรายงานข่าวการฆ่าตัวตายในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ 1 ครั้งทําให้มีการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นกว่าปกติถึง 60 ราย ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการฆ่าตัวตายยังสอดคล้องกับที่ปรากฏอยู่ในสื่ออีกด้วย อีกทั้งระดับการประโคมข่าวก็มีความสัมพันธ์โดยตรงกับจํานวนการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นตามมา

โดยเฉลี่ยแล้วพบเหตุฆ่าตัวตายสูงขึ้นประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ภายในช่วง 2 สัปดาห์หลังการรายงานข่าว และผลกระทบจะเห็นได้ชัดเป็นพิเศษหลังเกิดเหตุฆ่าตัวตายของคนมีชื่อเสียง ตัวอย่างเช่น ฟิลลิปส์ประเมินว่าการเสียชีวิตของ มาริลิน มอนโร เมื่อเดือนสิงหาคมปี 1962 ส่งผลให้อัตราการฆ่าตัวตายทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่ผลงานครั้งบุกเบิกของฟิลลิปส์ชิ้นนั้นก็มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้เกิดขึ้นตามมาไม่ต่ำกว่า 40 ชิ้น หลายๆประเทศจึงต้องกําหนดแนวทางการนําเสนอข่าวของสื่อมวลชน โดยเรียกร้องให้ผู้สื่อข่าวหลีกเลี่ยงการรายงานเหตุฆ่าตัวตายในลักษณะที่กระตุ้นให้เกิดอารมณ์ร่วมหรือบรรยายวิธีการที่ผู้เสียชีวิตใช้ปลิดชีพตัวเอง

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งของฟิลลิปส์ได้ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการแข่งขันชกมวยทางโทรทัศน์กับอัตราการฆาตกรรม เขาลงมือวิเคราะห์อัตราการฆาตกรรมทั่วอเมริกาอย่างละเอียดและพบว่า ในช่วงหนึ่งสัปดาห์หลังการถ่ายทอดสดมวยคู่เอกรุ่นเฮฟวี่เวท อัตราการฆาตกรรมมักจะเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ฟิลลิปส์ยังพบความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติของนักมวยกับเชื้อชาติของคนที่เสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรมด้วย เขาพบว่าถ้านักมวยผิวขาวแพ้จะมีคนผิวขาวเสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรมเพิ่มขึ้น แต่ถ้านักมวยผิวดําแพ้ก็จะมีคนผิวดําเสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรมเพิ่มขึ้น

ผลการทดลองทั้งหลายเหล่านี้ล้วนสนับสนุนข้อเท็จจริงอันแสนเรียบง่ายที่ว่าความคิดและความรู้สึกของเรามักได้รับอิทธิพลจากแรงผลักดันลึกลับบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของเรา ชื่อและนามสกุลของเรามีผลต่อความภาคภูมิใจในตัวเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพของเรา การได้อ่านข้อความเพียงประโยคเดียวสามารถทําให้เรารู้สึกแก่ลงและมีความรอบรู้มากขึ้น การส่งยิ้มหรือสัมผัสเบาๆก็ส่งผลต่อจํานวนเงินที่เราให้ทิปตามร้านอาหารและบาร์ ดนตรีที่เปิดในร้านค้าอาจคืบคลานเข้าสู่จิตใต้สํานึกและเปลี่ยนแปลงจํานวนเงินที่เรายอมควักกระเป๋าจ่าย แต่แรงผลักดันลึกลับทํานองนี้จะมีอิทธิพลต่อมุมมองที่เรามีต่อคนอื่นหรือเปล่า มันมีพลังถึงขั้นสั่งการให้เราลงคะแนนให้นักการเมือง หรือชี้นําให้เราตัดสินว่าใครคนหนึ่งมีความผิดหรือเป็นผู้บริสุทธิ์ได้เลยหรือไม่