การตั้งชื่อลูกแปลกๆส่งผลต่อบุคลิกภาพและการใช้ชีวิตอย่างคาดไม่ถึง

การตั้งชื่อลูกแปลกๆส่งผลต่อบุคลิกภาพและการใช้ชีวิตอย่างคาดไม่ถึง

ในปี 1971 นักจิตวิทยาชื่อ บาร์บารา บูแคนั้น และเจมส์ บรูนิง ufabet ให้คนกลุ่มหนึ่งดูชื่อคนที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันชื่อแล้วให้ประเมินว่าพวกเขาชื่นชอบชื่อไหน ผลปรากฏว่าคนส่วนใหญ่รู้สึกดีกับชื่อไมเคิล เจมส์ และ เวนดี้ แต่กลับไม่ชอบชื่อ อัลเฟรโด เพอร์ซิวาล และอิชิดอร์ เอามากๆ คงดีไม่น้อยถ้าหากว่าความชอบหรือไม่ชอบดังกล่าวไม่ได้มีอิทธิพลอะไรต่อชีวิตของคนเราดีแน่ๆ แต่เผอิญว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นน่ะสิ

การตั้งชื่อลูกแปลกๆส่งผลต่อบุคลิกภาพและการใช้ชีวิตอย่างคาดไม่ถึง

การตั้งชื่อลูกแปลกๆส่งผลต่อบุคลิกภาพและการใช้ชีวิตอย่างคาดไม่ถึง

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 นักวิจัยชาวอเมริกันชื่อ อาเธอร์ ฮาร์ตแมน โรเบิร์ต นิโคเลย์ และเจสซี เฮอร์ลีย์ ตั้งคําถามว่า คนที่มีชื่อแปลกๆ ะมีอาการผิดปกติทางจิตมากกว่าคนที่มีชื่อธรรมดาๆหรือเปล่า? พวกเขาจึงตรวจดูบันทึกของศาลที่วินิจฉัยความเป็นบุคคลวิกลจริตมากกว่า 10,000 คดี แล้วคัดคนที่มีชื่อแปลกประหลาดเป็นพิเศษออกมา 88 คน เช่น โอเดอร์ ลีธัล และเวียร์ จากนั้นก็สร้างกลุ่มควบคุมด้วยการคัดชื่อธรรมดาๆจากข้อมูลชุดเดียวกันออกมา 88 คน โดยเลือกคนที่มีเพศ อายุ และสถานที่เกิดคล้ายคลึงกับกลุ่มแรก ปรากฏว่ามีคนชื่อแปลกๆถูกวินิจฉัยว่าเป็นบุคคลวิกลจริตมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างเห็นได้ชัด นักวิจัยตั้งข้อสังเกตไว้ในรายงานว่า “ชื่อของเด็ก ถือเป็นคําประกาศิตตั้งแต่วินาทีแรกที่เด็กคนนั้นเริ่มหายใจ และบุคลิกภาพของเขาก็จะก่อตัวขึ้นมาภายใต้อิทธิพลของชื่อนั้น”

นั่นไม่ใช่งานวิจัยเพียงชิ้นเดียวที่พูดถึงข้อเสียของการมีชื่อไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง โดยยังมีงานวิจัยอีกเป็นจํานวนมากที่ค้นพบว่า อาจารย์จะให้คะแนนวิชาเรียงความสูงเป็นพิเศษแก่นักเรียนที่มีชื่อรื่นหู นักศึกษาที่มีชื่อแปร่งหูจะไม่ค่อยมีใครคบ และคนที่มีนามสกุลที่สื่อความหมายในแง่ลบอย่าง “Short (เตี้ย)” “Little (เล็ก)” หรือ “Bent (งอ)” ก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึกต่ำต้อย โดยจิตแพทย์ชาวอเมริกันชื่อ วิลเลียม เมอร์ฟีย์ ได้ศึกษาคนไข้หลายรายเพื่อหาตัวอย่างที่สนับสนุนประเด็นดังกล่าว และพบว่ามีคนไข้รายหนึ่งยอมรับว่าเคยสวมกระจับเข้านอนตอนยังเด็กเพื่อป้องกันไม่ให้อวัยวะเพศชูชันขึ้นมา

ปรากฏว่ามันไม่ได้ผลอย่างที่ตั้งใจ มิหนําซ้ำยังทําให้อวัยวะเพศของเขาโค้งงออีกต่างหาก โชคร้ายที่นามสกุลของเขาคือ Bent แถมยังมีชื่อเล่นว่า “Dinkey (ไอ้จ้อน)” อีกด้วย พอมารวมกันเลยยิ่งเตือนให้เขานึกถึงปัญหาทางเพศตอนเด็กๆอยู่เสมอ ทําให้เขาวิตกกังวลเรื่องเพศไม่หยุด ส่งผลให้เกิดความไร้สมรรถภาพทางเพศและยิ่งตอกย้ำความรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า เข้าไปกันใหญ่

ในปี 1999 นิโคลัส คริสเตนเฟลด์ เดวิด ฟิลลิปส์ และลอร่า กลินน์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ได้ค้นพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าแม้แต่ชื่อย่อของคนก็สามารถชี้เป็นชี้ตายได้? โดยพวกเขารวบรวมคําศัพท์ภาษาอังกฤษที่ประกอบด้วยพยัญชนะ 3 ตัวจากพจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ คัดคําที่มีความหมายในแง่บวก (เช่น ACE – ยอดเยี่ยม HUG – กอด และ JOY – ความสุข) และคําที่มีความหมายในแง่ลบ (เช่น PIG – หมู/คนสกปรก BUM – คนสันหลังยาว และ DIE – ตาย) ออกมา จากนั้นก็ตรวจสอบกับฐานข้อมูลใบมรณบัตรของรัฐแคลิฟอร์เนียว่าคนที่มีชื่อย่อใน “แง่บวก” และ “แง่ลบ” นั้นเสียชีวิตตอนที่อายุเท่าไหร่กันบ้าง

เมื่อกําจัดอิทธิพลเรื่องเชื้อชาติ ปีที่เสียชีวิต ตลอดจนสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมทิ้งไปแล้ว นักวิจัยพบว่าผู้ชายที่มีชื่อย่อในแง่บวกจะมีอายุยืนกว่าอายุขัยเฉลี่ย 4 ปีครึ่ง ส่วนผู้ชายที่มีชื่อย่อในแง่ลบจะเสียชีวิตเร็วกว่าอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 3 ปี ufabet ขณะที่ผู้หญิงที่มีชื่อย่อในแง่บวกจะมีอายุยืนกว่าอายุขัยเฉลี่ย 3 ปี แต่ผู้หญิงที่มีชื่อย่อในแง่ลบจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก นักวิจัยวิเคราะห์ไว้ว่าคนที่มีชื่อย่อในแง่ลบ “อาจรู้สึกไม่ดีกับตัวเองและอาจต้องทนทุกข์กับการล้อเลียนและปฏิกิริยาแย่ๆจากคนรอบข้าง” แนวคิดดังกล่าวเป็นผลพวงมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า คนที่มีชื่อย่อในแง่ลบมักจะเสียชีวิตจากสาเหตุทางด้านจิตใจมากกว่า เช่น การฆ่าตัวตายและอุบัติเหตุ

แต่ก็ใช่ว่าโลกจะมืดมนไปเสียหมดสําหรับคนที่มีชื่อประหลาดๆหรือมีชื่อย่อในแง่ลบ อย่างน้อยๆนักวิจัยกลุ่มหนึ่งก็ออกมาแสดงความสงสัยในผลการทดลองของคริสเตนเฟลด์ โดยสติเลียน มอร์ริสัน และ แกรี สมิธ จากวิทยาลัยโพโมนาในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้เขียนบทความชื่อ “Monogrammic Determinism?” เพื่อวิจารณ์การทดลองดังกล่าวพร้อมทั้งระบุว่าเมื่อพวกเขาทดลองซ้ำด้วยวิธีการที่ซับซ้อนกว่า ผลลัพธ์ที่ออก มากลับแตกต่างออกไป ไม่เพียงเท่านั้น นักจิตวิทยาชื่อ ริชาร์ด ซไวเกนฮาฟต์ จากวิทยาลัย กิลฟอร์ดในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ยังบอกอีกว่าการมีชื่อแปลกๆอาจมีข้อดีอีกหลายประการ 4 ประการหนึ่งก็คือการมีชื่อที่ไม่โหล แซมมวล โกลด์วิน ผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อดังตอกย้ำประเด็นนี้ได้เป็นอย่างดี โดยตอนที่เขาได้ยินว่าเพื่อนคนหนึ่งตั้งชื่อลูกว่าจอห์น เขาก็ค่อนขอดเพื่อนว่า

“นายนึกยังไงถึงตั้งชื่อลูกว่าจอห์น นี่ยังมีผู้ชายชื่อจอห์นไม่พออีกเรอะ” ซไวเกนฮาฟต์ยังบอกด้วยว่าชื่อแปลกๆจะเป็นที่จดจํามากกว่า โดยยกตัวอย่างนักกีฬาที่โด่งดังขึ้นมาเพราะมีชื่อประหลาดๆไม่ซ้ำใคร ดังเช่น ที่นักข่าวกีฬาคนหนึ่งของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กโพสต์ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ ไวดา บลู ผู้เล่นตําแหน่งพิตเชอร์ของทีมโจ๊กแลนด์ แอธเลติกส์ ไว้ว่า “คนทั้งประเทศจดจําชื่อนี้ได้ทันที ไวดา บลู! ชื่อของไวดา บลู ติดปาก ได้ง่ายไม่แพ้ชื่อของนักเบสบอลคนอื่นๆอย่าง เว็บ รูธ ไท ค็อบบ์ และ เลฟตี โกรฟ”

ซไวเกนฮาฟต์ลงมือทําการทดลองเพื่อยืนยันผลกระทบในแง่บวกของการมีชื่อแปลกๆ โดยสุ่มเลือกคน 2,000 คนจาก Social Register (ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น “หนังสือรวบรวมข้อมูลของสมาชิกชนชั้นสูงในประเทศที่ดีที่สุด”) แล้วมองหาชื่อที่ไม่ซ้ำใครเลย ปรากฏว่าเขารวบรวมได้ทั้งหมด 218 ชื่อ จากนั้นซไวเกนฮาฟต์ก็สร้างกลุ่มควบคุมขึ้นมาด้วยการสุ่มชื่อธรรมดาๆ 218 ชื่อจากกลุ่มตัวอย่างเดิม ขั้นต่อมาเขาทําการค้นคว้าจาก

Who’s Who (ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนังสือที่รวบรวมรายชื่อ “บุคคลสําคัญ เจ้าของความสําเร็จที่น่ายกย่องและเป็นประโยชน์จากทุกแขนง”) เพื่อดูว่าคนที่มีชื่อเสียงมักมีชื่อแปลกๆหรือว่าชื่อธรรมดาๆ ผลปรากฏว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 436 คน (2×218) ใน Social Register มี 30 คนที่ปรากฏอยู่ใน Who’s Who โดยมาจากกลุ่มที่มี “ชื่อแปลก” 23 คน ส่วนอีก 7 คนที่เหลือมาจากกลุ่มที่มีชื่อธรรมดา นี่เป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่าในบางสถานการณ์ ชื่อประหลาดๆไม่ซ้ำใครก็อาจจะดีต่อหน้าที่การงานของคุณก็ได้

การตรวจสอบผลกระทบของชื่อที่มีต่อชีวิตของคนเราไม่ได้จํากัดอยู่แค่ชื่อที่แปลกประหลาดเท่านั้น โดยงานวิจัยชิ้นเยี่ยมของศาสตราจารย์เบรตต์ เพลแลม และเพื่อนร่วมงานของเขาที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก วิทยาเขตบัฟฟาโล เผยให้เห็นว่า ชื่อของเราอาจมีอิทธิพลต่อการเลือกเมืองที่เราจะอาศัยอยู่ อาชีพที่เราจะทํา คนที่เราจะแต่งงานด้วย หรือแม้แต่พรรคการเมืองที่เราจะให้การสนับสนุน

จากข้อมูลสํามะโนประชากรของสหรัฐอเมริกา เพลแลมพบว่ามีคนชื่อฟลอเรนซ์อาศัยอยู่ในรัฐฟลอริดา จอร์จในรัฐจอร์เจีย เคนเนธในรัฐเคนทักกี และเวอร์จิลในรัฐเวอร์จิเนียมากผิดปกติ นอกจากนี้พวกเขายังตรวจสอบกับฐานข้อมูลของระบบประกันสังคมเพื่อดูบันทึกของคนอเมริกัน 66 ล้านคนที่เสียชีวิตในเมืองที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยคําว่าเซนต์ (เช่น เซนต์แอนน์ เซนต์หลุยส์ เป็นต้น) และพวกเขาก็พบว่ามีคนชื่อเฮเลนเสียชีวิตในเมืองเซนต์เฮเลน คนชื่อชาร์ลส์เสียชีวิตในเมืองเซนต์ชาร์ลส์ คนชื่อโทมัสเสียชีวิตในเมืองเซนต์โทมัสเป็นจํานวนมากผิดปกติ การวิเคราะห์เจาะลึกลงไปพบว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพราะผู้คนตั้งชื่อลูกของตัวเองตามสถานที่เกิด แต่เป็นเพราะพวกเขาย้ายไปอาศัยอยู่ในเมืองที่สอดคล้องกับชื่อของตัวเองต่างหาก

แล้วปรากฏการณ์แบบเดียวกันจะถึงขั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกคู่ครองของเราหรือเปล่า ผู้คนมีแนวโน้มที่จะแต่งงานกับคนที่มีนามสกุลขึ้นต้นด้วยตัวอักษรเดียวกันใช่หรือไม่ เพื่อหาคําตอบ เพลแลมและทีมงานจึงตรวจสอบทะเบียนสมรสของประชากร 15,000 คู่ระหว่าง ปี 1823-196516 ปรากฏว่าคู่สมรสที่มีนามสกุลขึ้นต้นด้วยตัวอักษรเดียวกันมีจํานวนมากเกินกว่าจะเป็นเพียงเหตุบังเอิญ

อย่างไรก็ตาม ด้วยความกังวลว่าผลลัพธ์ที่ออกมาอาจเกิดจากการจับคู่กันในกลุ่มชาติพันธุ์ (กล่าวคือสมาชิกที่มีภูมิหลังด้านเชื้อชาติเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันมักจะแต่งงานกันเอง โดยมีนามสกุลขึ้นต้นด้วยตัวอักษรเดียวกัน) พวกเขาจึงทําการทดลองซ้ำอีกครั้ง ufabet แต่คราวนี้พุ่งเป้าไปที่นามสกุลของชาวอเมริกันที่พบเห็นได้มากที่สุด 5 นามสกุล ได้แก่ สมิธ จอห์นสัน วิลเลียมส์ โจนส์ และบราวน์ ปรากฏว่าแบบแผนเดิมกลับมาเยือนอีกครั้ง ตัวอย่างเช่น คนที่มีนามสกุลว่าสมิธมักจะแต่งงานกับคนที่มีนามสกุลเหมือนกันมากกว่าแต่งกับโจนส์หรือวิลเลียมส์ ด้านคนที่มีนามสกุลว่าโจนส์ก็มักจะตกล่องปล่องชิ้นกับคนที่มีนามสกุลเหมือนกันมากกว่าแต่งกับบราวน์หรือจอห์นสัน

การศึกษาของเพลแลมไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างชื่อของคนเรากับสถานที่ที่เราเลือกอยู่อาศัยและเสียชีวิตตลอดจนคนที่เราจะแต่งงานด้วยเท่านั้น เขายังวิเคราะห์ในเรื่องการตัดสินใจเลือกอาชีพอีกด้วย ทีมนักวิจัยได้ตรวจสอบฐานข้อมูลของทันตแพทยสมาคมแห่งสหรัฐอเมริกาและเนติบัณฑิตยสภาแห่งสหรัฐอเมริกา และพบว่าทันตแพทย์ที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยคําว่า “Den” มีมากกว่าคําว่า “Law” ในทํานองเดียวกัน ทนายความที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยคําว่า “Law” ก็มีมากกว่าคําว่า “Den” เช่นกัน

นอกจากนี้ เพลแลมยังพบแบบแผนเดียวกันในแวดวงการเมืองด้วย โดยในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2000 นั้น คนที่มีนามสกุลขึ้นต้นด้วยตัวอักษร “B” มีแนวโน้มที่จะบริจาคเงินสนับสนุน จอร์จ ดับเบิลยู. บุช มากเป็นพิเศษ ส่วนคนที่มีนามสกุลขึ้นต้นด้วยตัว อักษร “C” ก็มักสนับสนุน อัล กอร์ มากกว่า ในรายงานผลการวิจัยของเขาที่ชื่อ “Why Susie Sels Seashells by the Seashore: Implicit Egotism and Major Life Decisions” เพลแลมสรุปว่าผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไร “เราเพียงแต่ถูกดึงดูดเข้าหาสิ่งที่กระตุ้นเตือนให้เรานึกถึงคนคนเดียวที่เรารักมากที่สุด (ซึ่งก็คือตัวเราเอง)”

นอกจากการทดลองของเพลแลมจะน่าสนใจแล้ว มันยังอาจช่วยอธิบายปรากฏการณ์ที่บรรดานักจิตวิทยาทุ่มเทไขปริศนามานานหลายสิบปี นั่นคือทําไมความหมายของนามสกุลถึงสอดคล้องกับอาชีพที่คนเราเลือกทํานัก

ในปี 1975 ลอว์เรนซ์ แคสเลอร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก วิทยาเขตเจเนเซโอ ได้รวบรวมรายชื่อของนักวิชาการกว่า 200 คนที่ทํางานในสาขาที่สอดคล้องกับนามสกุลของตัวเอง” รายชื่อดังกล่าวประกอบด้วยนักโบราณคดีใต้น้ำที่มีนามสกุลว่า Bass (ปลากะพง) นักจิตวิทยาด้านความสัมพันธ์ที่มีนามสกุลว่า Breedlove (breed – เพาะเลี้ยง, love – ความรัก) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีที่มีนามสกุลว่า Due (กําหนด ชําระ) แพทย์เฉพาะทางด้านโรคบริเวณปากช่องคลอดที่มีนามสกุลว่า Hymen (เยื่อพรหมจารี) และนักจิตวิทยาด้านการศึกษาซึ่งสนใจเรื่องแรงกดดันจากพ่อแม่ที่มีนามสกุลว่า Mumpower (mum – แม่, power – อํานาจ)

ผลงานของเพลแลมแสดงให้เห็นว่า ตัวอย่างข้างต้นไม่ได้เกิดจากความบังเอิญล้วนๆ แต่อาจเป็นเพราะบางคนถูกดึงดูดเข้าหาอาชีพที่สอดคล้องกับชื่อของตัวเองโดยไม่รู้ตัว