การดื่มโค้ก การกินข้าวโพดคั่ว และการซื้อเบคอน

การดื่มโค้ก การกินข้าวโพดคั่ว และการซื้อเบคอน

สมมุติว่าคุณอยากจะซื้อเครื่องคิดเลขดีๆสักเครื่อง คุณจึงเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้า พนักงานเอาเครื่องคิดเลขมาให้คุณดูหลายรุ่น หลังจากพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว ยูฟ่าเบท คุณก็ตัดสินใจเลือกรุ่นที่มีราคา 20 ปอนด์ แต่พนักงานกลับทําท่าลังเลก่อนจะบอกว่าวันรุ่งขึ้นทางห้างมีการลดราคาครั้งใหญ่ ถ้าพรุ่งนี้คุณมาใหม่ เครื่องคิดเลขที่คุณเลือกจะลดราคาเหลือแค่ 5 ปอนด์ ทีนี้คุณจะซื้อตอนนั้นเลยหรือจะกลับมาซื้อในวันถัดไปล่ะ?

คราวนี้ลองมาจินตนาการถึงสถานการณ์ที่ต่างออกไปเล็กน้อย คุณอยากจะซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ จึงเดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้า พนักงานแนะนําให้คุณดูหลายรุ่น หลังจากพิจารณาอย่างละเอียดแล้วคุณก็เลือกรุ่นที่มีราคา 999 ปอนด์ แต่พนักงานกลับทําท่าอึกอัก ก่อนจะบอกว่าวันรุ่งขึ้นทางห้างมีการลดราคา ถ้าพรุ่งนี้คุณมาใหม่ คอมพิวเตอร์ที่คุณเลือกจะลดราคาเหลือ 984 ปอนด์ คุณจะซื้อตอนนั้นเลยหรือจะกลับมาซื้อในวันถัดไป?

นักวิจัยซึ่งทําการศึกษาจิตวิทยาแห่งการตัดสินใจได้เล่าสถานการณ์ข้างต้นให้ผู้คนมากมายฟัง ผู้คนมีโอกาสประหยัดเงินเท่ากันในทั้งสองกรณี ดังนั้น ถ้าคิดตามหลักเหตุผลแล้ว พวกเขาก็น่าจะตัดสินใจไม่ต่างกันโดยอาจซื้อเครื่องคิดเลขหรือคอมพิวเตอร์กลับไปทันที แต่ถ้าหากพวกเขาอยากประหยัดเงิน 15 ปอนด์ ก็น่าจะกลับมาซื้อในวันรุ่งขึ้นเหมือนๆกัน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือคนส่วนใหญ่ตัดสินใจต่างกันลิบลับในแต่ละสถานการณ์ โดย 70 เปอร์เซ็นต์บอกว่าจะรอซื้อเครื่องคิดเลขในวันถัดไป แต่จะควักกระเป๋าสตางค์ซื้อคอมพิวเตอร์เดี๋ยวนั้นเลย

ไม่ต้องกดเครื่องคิดเลขก็เห็นได้ชัดว่ามีอะไรแปลกประหลาดซ่อนอยู่ในตัวเลขนี้แน่ๆ ทําไมผู้คนมากมายถึงตัดสินใจอย่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ดูเหมือนพวกเขาไม่ได้มองว่าจะประหยัดเงินไปได้เท่าไหร่ แต่มองว่าประหยัดไปได้กี่เปอร์เซ็นต์เสียมากกว่า จริงอยู่ที่พวกเขาจ่ายน้อยลง 15 ปอนด์ในทั้งสองสถานการณ์ แต่ในกรณีของเครื่องคิดเลข พวกเขาสามารถประหยัดเงินไปได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ 1.5 เปอร์เซ็นต์ สําหรับคอมพิวเตอร์ ดังนั้น ข้อเสนอของเครื่องคิดเลขจึงดูดีกว่าคอมพิวเตอร์อยู่หลายขุม และเป็นข้อเสนอที่คุ้มค่าแก่การรอคอย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวของงานวิจัยจํานวนมหาศาลที่สํารวจตรวจสอบกระบวนการตัดสินใจของคนเราในแง่มุมต่างๆ ทั้งเรื่องที่ว่าจะแต่งงานกับใคร จะสนับสนุนพรรคการเมืองไหน จะเอาดีในอาชีพอะไร จะอาศัยอยู่ในบ้านแบบใด จะซื้อรถขนาดไหน หรือจะหันหลังให้ทุกอย่างแล้วย้ายไปอยู่ชนบทดี

เราจะออกเดินทางสํารวจงานวิจัยแปลกๆเกี่ยวกับการตัดสินใจ เช่น ข้อความซ่อนเร้น (ufabet subliminal message) ช่วยเพิ่มยอดขายของโค้ก ข้าวโพดคั่ว และเบคอนได้หรือไม่ ความสูงของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจะส่งผลให้ประชาชนเปลี่ยนใจไปเลือกอีกพรรคการเมืองหนึ่งหรือเปล่า นามสกุลของคุณมีอิทธิพลต่อเมืองที่คุณเลือกอาศัยอยู่และอาชีพที่คุณเลือกทําหรือไม่ ภาพยนตร์ฮอลลีวูดมีอิทธิพลต่อการตัดสินพิจารณาคดีของประเทศต่างๆทั่วโลกไหม แล้วเพราะอะไรคําพูดชวนคุยและข้อความโฆษณาหาคู่บางประโยคถึงใช้ได้ผลดีกว่าประโยคอื่นๆ

มาเริ่มต้นด้วยการขุดคุ้ยให้ลึกลงไปในโลกแห่งข้อความซ่อนเร้นกันก่อนเลยละกัน

การดื่มโค้ก การกินข้าวโพดคั่ว และการซื้อเบคอน

การดื่มโค้ก การกินข้าวโพดคั่ว และการซื้อเบคอน

ในเดือนกันยายนปี 1957 นักวิจัยตลาดชื่อ เจมส์ วิคารีย์ ได้เปิดเผยผลการทดลองอันน่าทึ่งซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า ข้อความซ่อนเร้นมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อของมนุษย์เรา เขาอธิบายว่า คอหนังในรัฐนิวเจอร์ซีย์ได้เห็นข้อความว่า “ดื่มโค้ก” และ “กินข้าวโพดคั่ว” ระหว่างที่ชมภาพยนตร์โดยไม่รู้ตัว โดยใช้เครื่องฉายความเร็วสูงที่วิคารีย์ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษเพื่อช่วยให้ข้อความปรากฏขึ้นมาบนจอด้วยเวลาเพียง 1/3,000 วินาที แม้ว่าผู้ชมจะไม่รู้ตัวสักนิด แต่ยอดขายของโค้กก็เพิ่มขึ้น 18 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ยอดขายของข้าวโพดคั่วพุ่งขึ้นถึง 58 เปอร์เซ็นต์ ผลการทดลองของวิคารีย์สร้างความโกรธเคืองในหมู่ประชาชนและนักการเมือง จนเกิดคําถามว่าข้อความซ่อนเร้นสามารถบงการความคิดและพฤติกรรมของคนเราได้จริงๆหรือ คนเราจะถูกโน้มน้าวให้ซื้อสินค้าที่ไม่ต้องการและลงคะแนนให้นักการเมืองที่ไม่ชอบได้หรือเปล่า แล้วเราจะสามารถออกอากาศข้อความซ่อนเร้นทางโทรทัศน์และควบคุมคนทั้งประเทศได้หรือไม่

เรื่องราวเกี่ยวกับพลังของข้อความซ่อนเร้นแพร่สะพัดไปราวกับไฟลามทุ่ง ผลการสํารวจความคิดเห็นที่จัดทําขึ้นเพียง 9 เดือนหลังจากการแถลงข่าวของวิคารีย์พบว่า กลุ่มตัวอย่างกว่า 40 เปอร์เซ็นต์เคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว กระแสตื่นตัวที่เกิดขึ้นกระตุ้นความสนใจของเมลวิน เดอะ เฟลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารจากมหาวิทยาลัยอินเดียนา งานวิจัยระดับปริญญาเอกของเขาได้รับเงินทุนสนับสนุนจากซีไอเอ เพื่อหาวิธีการสื่อสารข้อมูลเรื่องอาหารและที่หลบภัยให้แก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพในกรณีที่เกิดสงครามนิวเคลียร์

เดอเฟลอร์ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับวิธีการกระจายข่าวอันเรียบง่าย 2 แบบ ได้แก่ การเล่าแบบปากต่อปาก และการโปรยใบปลิวไปทั่วเมือง ทั้งนี้เดอเฟลอร์กับทีมงานมักปกปิดเหตุผลที่แท้จริงของการทดลองเพื่อหลีกเลี่ยงความตื่นตระหนก มีอยู่ครั้งหนึ่งพวกเขาไปเยี่ยมเยียนบ้านเรือนของประชาชนกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ในเมืองที่โดดเดี่ยวแห่งหนึ่งในรัฐวอชิงตัน โดยปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดของบริษัทโกลด์ ชีลด์ คอฟฟี พวกเขาบอกกับประชาชนว่าบริษัทได้คิดสโลแกนใหม่ขึ้นมา (“โกลด์ ชีลด์ คอฟฟี ดีเหมือนทอง) แล้วอีก2 วัน ทางบริษัทจะมาสัมภาษณ์ชาวเมืองทุกคน ใครก็ตามที่จําสโลแกนได้ก็จะได้รับกาแฟไปฟรีๆ 500 กรัม นอกเหนือจากการพบปะแบบตัวต่อตัวแล้ว กองทัพอากาศของสหรัฐยังได้รับคําสั่งให้โปรยใบปลิว 30,000 ใบไปทั่วเมืองเพื่อแจ้งข่าวเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว

เมื่อนักวิจัยกลับมาที่เมืองนี้ในอีก 3 วันถัดมา พวกเขาก็พบว่ามีชาวเมืองจําสโลแกนใหม่ของบริษัทโกลด์ ชีลด์ คอฟฟี ได้มากถึง 84 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในรายงานว่าตัวเลขดังกล่าวอาจผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงอยู่บ้าง เพราะก่อนที่จะเริ่มการทดลอง ราคากาแฟปรับตัวสูงขึ้นมาก ดังนั้น ประชาชนจึงอาจมีแรงจูงใจมากเป็นพิเศษที่จะจําสโลแกนใหม่ให้ได้

เดอเฟลอร์สนใจคํากล่าวอ้างของ เจมส์ วิคารีย์ เกี่ยวกับข้อความซ่อนเร้น เขาจึงลงมือตรวจสอบร่วมกับเพื่อนร่วมงานชื่อ โรเบิร์ต เพตรา นอฟฟ์ ด้วยการแทรกข้อความผ่านรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศทั่วประเทศ พวกเขารู้ดีว่าอยากทําอะไรก็ต้องรีบทํา เพราะสมาคมผู้ประกอบการวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกาเริ่มมีการเสนอไม่ให้ใช้ข้อความซ่อนเร้นผ่านสื่อต่างๆ และคําสั่งห้ามอย่างเป็นทางการใกล้จะ คลอดออกมาในไม่ช้า เดอเฟลอร์และเพตรานอฟฟ์จึงรีบลงมือทําการทดลองผ่านทางช่อง 4 ของสถานีโทรทัศน์ดับเบิลยูที่ทีวีในเมืองอินเดียนาโปลิส

การทดลองส่วนแรกต้องการหาคําตอบว่า ข้อความซ่อนเร้นส่งผลต่อพฤติกรรมการรับชมโทรทัศน์ของผู้คนหรือไม่ ปกติแล้วผังรายการช่วงกลางคืนของช่องดับเบิลยูที่ทีวี 4 จะประกอบด้วยภาพยนตร์ความยาว 2 ชั่วโมง ต่อด้วยรายการข่าวของพิธีกรชื่อดังอย่าง แฟรงก์ เอ็ดเวิร์ดส์ นักวิจัยได้รับอนุญาตให้แทรกข้อความว่า “ดูแฟรงก์ เอ็ดเวิร์ดส์” ตลอด 2 ชั่วโมงที่ภาพยนตร์กําลังฉายอยู่ เพื่อโน้มน้าวให้ผู้ชมรอดูรายการของเอ็ดเวิร์ดส์กันมากขึ้น

การทดลองส่วนที่สองต้องการทดสอบว่า ข้อความซ่อนเร้นสามารถ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อของผู้คนได้หรือไม่ บริษัทจอห์น ฟิก อิงค์ ผู้จัดจําหน่ายเบคอนในรัฐอินเดียนา อนุญาตให้นักวิจัยฉายข้อความว่า “ซื้อเบคอน” ในโฆษณาของตน จากนั้นก็คอยจับตาดูว่ายอดขายเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

ตลอดเดือนกรกฎาคมปี 1958 ผู้ชมของช่องดับเบิลยูที่ที่วี 4 ถูก กระหน่ำด้วยข้อความซ่อนเร้นที่บอกให้พวกเขาดูรายการของ แฟรงก์ เอ็ด เวิร์ดส์ และซื้อเบคอน ในช่วงก่อนการทดลองนั้นมีผู้ชมรายการของ แฟรงก์ เอ็ดเวิร์ดส์ เฉลี่ย 4.6 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากที่ได้รับข้อความซ่อนเร้นอย่างต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง ปรากฏว่าผู้ชมรายการของเอ็ดเวิร์ดส์หดหายจนเหลือเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกรณีของเบคอนก็ไม่น่าประทับใจเช่นกัน โดยในช่วงก่อนการทดลอง ยอดขายเบคอนโดยเฉลี่ยของบริษัท จอห์น ฟิก อิงค์ อยู่ที่ 6,143 หน่วยต่อสัปดาห์ แต่พอสิ้นสุดการทดลอง ตัวเลขกลับแทบไม่ขยับไปไหนเลย โดยอยู่ที่ 6,204 หน่วยต่อสัปดาห์ สรุปก็คือข้อความซ่อนเร้นแทบไม่มีอิทธิพลใดๆต่อยอดขายของเบคอน มิหนําซ้ำยังทําให้ผู้คนมากมายหมดอารมณ์ที่จะดูรายการของ แฟรงก์ เอ็ดเวิร์ดส์ อีกต่างหาก เห็นได้ชัดว่าผลกระทบของการจู่โจมในระดับจิตใต้สํานึกนั้นไม่น่าทึ่งเอาเสียเลย

เดอเฟลอร์และเพตรานอฟฟ์จึงสรุปว่า ประชาชนสามารถนอนหลับได้อย่างสนิทใจ เพราะข้อความซ่อนเร้นไม่สามารถชักนําความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์เราได้

อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ใช่นักวิจัยกลุ่มเดียวที่ลงมือตรวจสอบในประเด็นนี้ เพราะไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติของแคนาดา (ซีบีซี) ได้ฉายข้อความ “โทรศัพท์เดี๋ยวนี้” มากกว่า 350 ครั้งในรายการ Close-up ufabet ซึ่งเป็นรายการยอดนิยมที่ออกอากาศในคืนวันอาทิตย์ แล้วขอให้ผู้ชมเขียนจดหมายมาเล่าว่าตัวเองทําอะไรที่แปลกๆออกไปบ้างหรือไม่ ปรากฏว่าซีบีซีไม่พบว่ามีการใช้โทรศัพท์เพิ่มขึ้นในระหว่างและหลังการออกอากาศเลย แต่กลับได้รับจดหมายหลายร้อยฉบับที่บอกว่าพวกเขารู้สึกอยากดื่มเบียร์ ไปเข้าห้องน้ำ หรือพาสุนัขออกไปเดินเล่น

ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานใดๆที่ยืนยันว่าข้อความซ่อนเร้นทางโทรทัศน์มีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของผู้ชม สมาคมผู้ประกอบการวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกาก็ยังคงต้องตอบสนองต่อแรงกดดันของประชาชนและนักการเมืองด้วยการสั่งห้ามไม่ให้มีการใช้ข้อความซ่อนเร้นในเครือข่ายโทรทัศน์ของอเมริกาในเดือนมิถุนายนปี 1958

แล้วอะไรกันแน่ที่เป็นสาเหตุให้โค้กและข้าวโพดคั่วขายดีขึ้นในการทดลองของวิคารีย์ ทําไมมันถึงต่างกับยอดขายที่แน่นิ่งของเบคอนในการทดลองของเดอเฟลอร์และเพตรานอฟฟ์ราวฟ้ากับเหวล่ะ ปริศนาดังกล่าวคลี่คลายลงในปี 1962 เมื่อวิคารีย์ให้สัมภาษณ์ในนิตยสารแอดเวอร์ไทซิ่ง เอจ ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับข้อความซ่อนเร้นและพฤติกรรมการซื้อนี้รั่วไหลไปถึงสื่อมวลชนเร็วเกินไป อันที่จริงเขาเพิ่งรวบรวมข้อมูลได้เพียงหยิบมือไว้สําหรับยื่นขอสิทธิบัตรเท่านั้น พร้อมกับยอมรับว่าการทดลองของตนนั้นมีขนาดเล็กเกินกว่าจะเอาไปใช้ทําอะไรได้ นั่นเท่ากับว่าที่ผ่านมาการถกเถียงกันในหมู่ประชาชนและนักการเมืองจึงอยู่บนพื้นฐานของเรื่องที่แต่งขึ้นไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด วิคารีย์กล่าวในช่วงท้ายๆของการสัมภาษณ์ว่า “ผมว่าสิ่งเดียวที่ผมทําสําเร็จก็คือ ผลักดันให้คําศัพท์ใหม่เป็นที่รู้จักและใช้กันอย่างแพร่หลาย ตอนนี้ผมพยายามไม่คิดถึงมันแล้วล่ะครับ” แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่วิคารีย์ทําลงไป ไม่ใช่แค่การกระตุ้นให้ผู้คนใช้คําว่า “ซ่อนเร้นในระดับจิตใต้สํานึก” เท่านั้น เพราะการศึกษากํามะลอนี้ได้กลายเป็นตํานานเล่าขาน และยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยๆในหมู่ผู้ที่เชื่อว่าข้อความซ่อนเร้นสามารถบงการพฤติกรรมการซื้อของเราได้

แต่ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันที่บ่งบอกว่าข้อความซ่อนเร้นทางโทรทัศน์ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ชม ทุกวันนี้พวกนักการเมืองก็ยังไม่เลิกวิตกเกี่ยวกับผลกระทบของข้อความซ่อนเร้นที่อาจมีต่อผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง ตัวอย่างเช่น ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2000 พรรครีพับลิกันได้ปล่อยโฆษณาทางโทรทัศน์ออกมาโจมตีนโยบายด้านสาธารณสุขของพรรคเดโมแครต โดยมีประโยคเด็ดว่า “Bureaucrats decide (แผนของกอร์แขวนอยู่กับข้าราชการ)”

ในช่วงท้ายๆของโฆษณา ข้อความจะค่อยๆปรากฏขึ้นทีละคํา เมื่อมาถึงคํา ว่า bureaucrats กลับปรากฏแค่ตัวอักษร 4 ตัวหลังซึ่งสะกดเป็นคํา ว่า “rats (หนู)” พรรคเดโมแครตมองว่าการกระทําดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทําให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไขว้เขวโดยอาศัยข้อความซ่อนเร้น และขอให้คณะกรรมการกลางกํากับดูแลกิจการสื่อสารลงมาตรวจสอบ ด้านพรรครีพับลิกันก็อ้างว่า คําว่า “rats” ที่ปรากฏขึ้นเป็นแค่เรื่องบังเอิญ พร้อมทั้งบอกว่าโฆษณาดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลไม่ใช่หนู

เจมส์ วิคารีย์ ไม่ใช่เพียงคนเดียวที่อ้างว่าข้อความซ่อนเร้นมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนเราอย่างมาก เพราะมีอีกหลายคนที่เขียนหนังสือออกมาตีแผ่ว่านักโฆษณาพยายามสอดแทรกภาพยั่วยุทางเพศไว้ในโฆษณา เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย ตัวอย่างที่ยกขึ้นมามีทั้งภาพผู้หญิงเปลือยอกในก้อนน้ำแข็ง ภาพผู้ชายพร้อมอวัยวะเพศที่ชูชันบนซองบุหรี่ และคําว่า “เซ็กซ์” ที่ประทับอยู่บนบิสกิตยี่ห้อที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก นอกจากนี้ บริษัทหลายแห่งยังวางจําหน่ายเทปข้อความซ่อนเร้นซึ่งให้ผลตามที่ต้องการได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความภาคภูมิใจในตัวเอง สมรรถภาพทางเพศ และความเฉลียวฉลาด ขอบอกว่านี่ไม่ใช่ธุรกิจเล็กๆเลยล่ะเพราะมีการประเมินออกมาเมื่อปี 1990 ว่า ยอดขายเทปข้อความซ่อนเร้นพุ่งทะลุเกิน 50 ล้านดอลลาร์ต่อปีเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว” คํากล่าวอ้างส่วนใหญ่ไม่เคยผ่านการทดสอบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เลยสักครั้ง และในการทดสอบที่มีแค่ไม่กี่ครั้ง ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด

ในการศึกษาครั้งหนึ่งที่ให้กลุ่มคนอ้วนได้ฟังข้อความซ่อนเร้นจากเทป ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้พวกเขาลดความอ้วน ปรากฏว่าพวกเขาลดน้ำหนักได้พอๆกับกลุ่มที่ไม่ได้ฟังเทป ส่วนการทดลองอีกครั้งหนึ่งก็ให้เจ้าหน้าที่ตํารวจใช้เวลากว่า 5 เดือนฟังข้อความซ่อนเร้นจากเทป ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มทักษะการยิงปืนของพวกเขา ผลลัพธ์ที่ออกมาบ่งบอกว่าเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้มีความสามารถในการยิงปืนพอๆกับเพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้ฟังเทปอะไรเลย

ทั้งหมดนี้หมายความว่า ความคิดและพฤติกรรมของเราไม่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยซ่อนเร้นใดๆเลยอย่างนั้นหรือ อันที่จริงแล้ว มีงานวิจัยจํานวนมากที่ค้นพบว่าพฤติกรรมหลายๆด้านในชีวิตประจําวันของเราได้รับอิทธิพลจากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการรับรู้จริงๆ ซึ่งมันไม่ได้ปรากฏบนหน้าจอภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ แต่อยู่ใกล้เพียงแค่ปลายจมูกเท่านั้น แถมยังมีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมอย่างมหาศาลอีกด้วย ปัจจัยที่ว่าก็คือชื่อของเรานั่นเอง