การเดินบนถ่านติดไฟร้อนระอุ และเหตุการณ์ชวนขนหัวลุก

การเดินบนถ่านติดไฟร้อนระอุ และเหตุการณ์ชวนขนหัวลุก

คนบางคนดูเหมือนจะสามารถเดินลุยไฟโดยก้าวไปตามเส้นทางที่โรยด้วยถ่านติดไฟร้อนระอุและมีอุณหภูมิสูงกว่า 500 องศาเซลเซียสได้โดยไม่เกิดอันตรายแต่อย่างใด ufabet คําอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ของความ สามารถอันน่าทึ่งนี้ก็คือ ถ่านมีคุณสมบัติในการนําความร้อนต่ำมาก แถมเส้นทางที่โปรยด้วยถ่านติดไฟก็ค่อนข้างสั้น ความร้อนจึงถูกส่งผ่านเข้าสู่เท้าของคนเหล่านั้นน้อยมาก

การเดินบนถ่านติดไฟร้อนระอุ และเหตุการณ์ชวนขนหัวลุก

อย่างไรก็ตาม คนที่เดินบนไฟจํานวน มากกลับหาเงินได้เป็นกอบเป็นกําจากการอวดอ้างถึงความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาติ พวกเขาอ้างว่าใช้พลังจิตเพื่อสร้างสนามพลังวิเศษมาคุ้มครองตัวเองจากอันตราย แถมยังบอกว่าสามารถสอนทักษะดังกล่าว ให้กับคนอื่นได้ด้วย ตามหลักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า คนเราสามารถเดินบนถ่านติดไฟได้เป็นระยะทางประมาณ 5 เมตรโดยที่เท้าไม่พุพอง แต่ผู้ศรัทธาในเรื่องเหนือธรรมชาติกลับคุยโวว่าสามารถเยื้องย่างไปอย่าง ปลอดภัยไม่ว่าระยะทางจะยาวไกลเพียงใดก็ตาม

ในปี 2000 ได้มีรายการวิทยาศาสตร์ชื่อ Tomorrows World ทางสถานีโทรทัศน์บีบีซีเพื่อทดสอบข้ออ้างของพวกเขา โดยทางรายการต้องทุ่มเงินก้อนโตไปกับการเผาไม้ 50 ตันเพื่อสร้างทางเดินที่โรยด้วยถ่านติดไฟร้อนระอุยาว 18 เมตร โดยมีการถ่ายทอดสดขณะที่ผู้อวดอ้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์กําลังทดสอบทฤษฎีของตัวเอง ผลปรากฏว่าแต่ละคนสามารถเดินบนถ่านติดไฟได้ประมาณ 8 เมตรก่อนจะเกิดแผลไฟไหม้รุนแรงระดับ 2

หลังจากนั้นได้ทําการสัมภาษณ์และพบว่าพวกเขามีข้อแก้ตัวเกี่ยวกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น มีอยู่คนหนึ่งบอกว่าแสงไฟที่ใช้ในการถ่ายทํารายการเป็นอุปสรรคที่ทําให้จิตของเขาเข้าสู่ภวังค์ไม่ได้ อีกคนหนึ่งชี้แจงว่าเทพผู้พิทักษ์ของเธอได้หลุดจากประทับอย่างไม่คาดฝัน ยูฟ่าเบท ก่อนที่จะเริ่มเดินได้ไม่นาน นี่เป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งของผลเสียต่อสุขภาพซึ่งเกิดจากความเชื่อในสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แม้แต่แผลไฟไหม้รุนแรงระดับ 2 ก็ยังไม่อาจทําให้พวกเขาหันมาตั้งคําถามเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของตัวเองเลย

โชคดีที่คนส่วนใหญ่ไม่คิดว่าตัวเองมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่ก็มีผู้คนจํานวนไม่น้อยที่เชื่อว่าตัวเองเคยพบเจอกับปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดไม่แพ้กัน โดยมีอยู่ 1 ใน 3 ที่เชื่อเรื่องผี และมีอยู่ 1 ใน 10 ที่อ้างว่าเคยเจอผีมาแล้ว เราไม่ทราบหรอกว่าผีนั้นมีจริงหรือเปล่า แต่ค่อนข้างมั่นใจว่าคนเราสามารถหลอกตัวเองให้เชื่อว่าผีมีจริงได้

มีการทดลองแปลกๆเพื่อศึกษาปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องประสบการณ์เกี่ยวกับภูตผีในประเทศอังกฤษนั้นมีบ้านผีสิงอยู่เกลื่อนกลาด และการทดลองหลายๆครั้งก็ทําในบรรดา “บ้านผีเฮี้ยน” ซึ่งมีชื่อเสียงดังกระฉ่อนที่สุดในประเทศ พวกเราเป็นนักวิจัยกลุ่มแรกที่ได้รับเชิญให้ไปตรวจสอบเสียงเล่าลือเกี่ยวกับวิญญาณภายในพระราชวัง โดยใช้เวลาศึกษานาน 10 วันที่พระ ราชวังแฮมป์ตันคอร์ตอันแสนวิจิตรบริเวณชานกรุงลอนดอน นอกจากนี้ พวกเขายังทําการทดลองภายในอุโมงค์ผีสิงที่ทอดยาวอยู่ใต้ถนนสายประวัติศาสตร์ในกรุงเอดินบะระของประเทศสกอตแลนด์อีกด้วย

การศึกษาส่วนใหญ่จะให้คนธรรมดาๆเดินเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวอย่างระมัดระวังและเป็นขั้นเป็นตอน จากนั้นให้พวกเขาบรรยายถึงปรากฏการณ์แปลกๆที่ตัวเองได้พบเจอ เมื่อตรวจสอบลักษณะของคนที่แจ้งว่าพบกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติและสถานที่ที่พวกเขารายงานมาแล้ว เราก็จะเริ่มปะติดปะต่อปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องผีหลอกวิญญาณหลอนได้ทีละน้อย

เราค้นพบว่า คนบางคนสัมผัสถึงวิญญาณได้ไวกว่าคนอื่นๆ เพราะอาสาสมัครหลายคนเดินจนทั่วบ้านผีสิงแต่กลับไม่พบเจออะไรเลย ทว่าในอีกไม่กี่นาทีต่อมาอาสาสมัครอีกคนหนึ่งก็เดินผ่านจุดเดียวกันแล้ว รู้สึกอึดอัดขึ้นมาและแจ้งว่าสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง คนที่เจอกับปรากฎการณ์แปลกประหลาดมักจะเป็นคนที่มีจินตนาการมากกว่า ufabet พวกเขาเป็นคนประเภทที่มักจะจําไม่ค่อยได้ว่าตัวเองลืมปิดเตารีดก่อนออกจากบ้านหรือเปล่า หรือไม่ก็จินตนาการไปเองว่าปิดเรียบร้อยแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขาจะสามารถโน้มน้าวให้ตัวเองเชื่อว่ามีวิญญาณอยู่ข้างหลังหรือซ่อนอยู่ตรงมุมมืดได้ ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงรู้สึกหวาดกลัวจริงๆจนทําให้ร่างกายและสมองสร้างสัญญาณต่างๆที่เชื่อมโยงกับความหวาดกลัว เช่น อาการขนลุกบริเวณท้ายทอย และรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาอย่างฉับพลัน

การศึกษาดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมมีบทบาทสําคัญอย่างยิ่ง ประเด็นดังกล่าวถูกนําเสนอไว้อย่างเฉียบแหลมในการทดลองของจิม ฮูแรน เพื่อนนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน จิมเลือกโรงภาพยนตร์ที่ปิดกิจการไปแล้วและไม่มีกิตติศัพท์เรื่องผีเป็นสถานที่ทําการทดลอง โดยให้คน 2 กลุ่มเดินไปทั่วโรงหนังแล้วประเมินปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่พวกเขาได้พบ กลุ่มแรกได้รับข้อมูลว่ามีผีออกมาหลอกบ่อยๆ และพวกเขาจะต้องมองหาสิ่งผิดปกติบางอย่างที่บ่งบอกถึงวิญญาณ ส่วนอีกกลุ่มได้รับข้อมูลว่าโรงหนังแห่งนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุง และพวกเขาจะต้องแจ้งว่ารู้สึกอย่างไรกับห้องแต่ละห้อง ทั้งสองกลุ่มเดินเข้าไปในบริเวณเดียวกัน แต่ด้วยมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้กลุ่มที่ไป “ล่าท้าผี” แจ้งว่าเจอกับประสบการณ์อันแปลกประหลาดมากกว่าอีกกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด

นั่นหมายความว่าการพบเจอภูตผีทั้งหลายเป็นผลพวงจากจินตนา การที่มากเกินไปผสมกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมใช่หรือไม่ คําตอบคือ ไม่จําเป็นเสมอไป เพราะการศึกษาของวิค แทนดี ผู้ล่วงลับไปแล้ว ได้เผยให้เห็นว่าประสบการณ์เรื่องผีอาจเป็นผลมาจากสิ่งแปลกประหลาดที่ล่องลอยอยู่ในอากาศก็ได้

วิค ผู้ร่ำเรียนมาทางวิศวกรไฟฟ้า ได้ใช้เวลามากมายศึกษาปรากฏการณ์ต่างๆที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง ซึ่งรวมถึงเวทมนตร์คาถาและภูตผี ในปี 1998 เขาทํางาน ในบริษัทออกแบบและผลิตอุปกรณ์กู้ชีพสําหรับโรงพยาบาล บริษัทแห่งนี้มีห้องปฏิบัติการขนาดเล็กที่วิคและนักวิทยาศาสตร์อีกสองคนใช้งานร่วมกัน ห้องปฏิบัติการดังกล่าวขึ้นชื่อเรื่องมีวิญญาณสิงสถิตอยู่ พนักงานทําความสะอาดหลายคนบอกว่ารู้สึกแปลกๆเวลาอยู่ในห้องนี้ แต่วิคก็เชื่อเสมอว่าเป็นแค่การคิดไปเอง หรือไม่ก็เป็นเพราะเจ้าสัตว์ตัวเล็กขนปุยที่วิ่งไปมาภายในตึก จนกระทั่งเขาเจอเข้ากับตัวเอง มีอยู่คืนหนึ่งที่เขาทํางานจนดึก

เขาเริ่มรู้สึกอึดอัดและหนาวยะเยือกมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาก็รู้สึกได้ว่ากําลังถูกจับตามอง พอเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นรูปร่างสีเทารางๆ ปรากฏอยู่ตรงมุมซ้ายของหางตา ขนบริเวณท้ายทอยของเขาลุกชัน เขาเล่าว่า “คงไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลที่จะบอกว่าผมกลัวจนขนหัวลุก” ในที่สุดวิคก็รวบรวมความกล้าหันไปมองเจ้าสิ่งนั้น แล้วมันก็ค่อยๆเลือนรางและอันตรธานไปทันที ด้วยความที่วิคเป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาจึงคิดว่าขวดใส่ยาสลบ บางขวดอาจรั่วจนทําให้เขาเห็นภาพหลอน แต่หลังจากตรวจสอบดูคร่าวๆแล้วก็พบว่าไม่เป็นเช่นนั้น เขารู้สึกสับสนและตกตะลึงจนต้องกลับไปตั้งหลักที่บ้าน

วันต่อมา เขาเอาดาบมาซ่อมแซมเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมการแข่งขันฟันดาบ ขณะที่เขาสอดดาบเข้าไปในคีมจับ มันก็เริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ถึงแม้แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจะชวนให้คิดว่าเกิดจากการกระทําของภูตผี แต่วิคกลับลงมือเสาะหาคําอธิบายแบบมีเหตุผลอีกครั้ง และคราวนี้เขาก็หาเจอจนได้ เขาค่อยๆขยับคีมจับไปตามพื้นและสังเกตว่า แรงสั่นสะเทือนจะเกิดขึ้นมากที่สุดบริเวณกลางห้องปฏิบัติการและลดลงทีละน้อยเมื่อขยับไปยังมุมห้อง วิคค้นพบว่าห้องดังกล่าวมีคลื่นเสียงความถี่ต่ำที่มนุษย์ไม่ได้ยิน เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมก็พบว่าข้อสงสัยนี้ถูกต้อง เขาตามรอยต้นตอของคลื่นเสียงไปยังพัดลมที่เพิ่งติดตั้งในระบบกรองอากาศ ปรากฏว่าเวลาที่พัดลมเปิดอยู่ ดาบก็จะสั่นสะเทือน แต่พอปิดพัดลม ดาบก็จะหยุดนิ่ง แต่คําถามก็คือ การค้นพบของวิค สามารถอธิบายปรากฏการณ์ภูตผีได้หรือไม่

วิครู้ดีว่าถึงแม้เราจะไม่ได้ยินคลื่นเสียงที่รู้จักกันในชื่อ “อินฟราซาวด์” นี้ แต่มันก็มาพร้อมกับพลังงานที่มากพอจะสร้างปรากฏการณ์แปลกประหลาดขึ้นมาได้ ในช่วงทศวรรษที่ 1960 นั้น องค์การนาซา พยายามหาคําตอบว่าคลื่นอินฟราซาวด์ที่เกิดขึ้นจากเครื่องยนต์ของจรวดจะส่งผลกระทบต่อนักบินอวกาศในช่วงที่ปล่อยยานขึ้นไปหรือไม่ ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า มันอาจก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนแก่ทรวงอก ส่งผลกระทบต่อการหายใจ และเป็นเหตุให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ และไอ การศึกษาเพิ่มเติมยังพบอีกด้วยว่า ความถี่ บางระดับอาจก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในลูกตาจนทําให้การมองเห็นบิดเบือนไปได้ คลื่นเสียงนี้สามารถเคลื่อนย้ายวัตถุขนาดเล็ก แถมยังทําให้เปลวไฟจากเทียนไขสั่นไหวแบบประหลาดๆอีกด้วย

วิคได้เขียนเล่า ประสบการณ์ของตัวเองลงในวารสาร Journal of the Society for Psychical Research โดยคาดการณ์ว่าอาคารบางแห่งอาจมีคลื่นอินฟราซาวด์อยู่ภายใน (ซึ่งเกิดจากกระแสลมแรงพัดเข้ามายังหน้าต่างที่เปิดอยู่ หรือไม่ก็เกิดจากเสียงกระหึมของรถราที่แล่นอยู่ใกล้เคียง) ปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดของคลื่นเสียงความถี่ต่ำอาจเป็นสาเหตุที่ทําให้ผู้คนเชื่อว่าสถานที่บางแห่งมีผีสิง

แนวคิดนี้นับว่ามีเหตุผลดีทีเดียว เพราะอินฟราซาวด์เป็นคลื่นเสียงที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง มันสามารถเกิดได้ตามธรรมชาติ

จากคลื่นในมหาสมุทร แผ่นดินไหว ทอร์นาโด และภูเขาไฟ การระเบิดของภูเขาไฟกรากาตัวเมื่อปี 1883 ก่อให้เกิดคลื่นอินฟราซาวด์แผ่ขยายเป็นวงกว้างหลายรอบและถูกบันทึกไว้ได้ทั่วโลก คลื่นเสียงความถี่ต่ำ เหล่านี้ยังเป็นผลพวงจากระเบิดนิวเคลียร์อีกด้วย ดังนั้น จึงมีการติดตั้งเครือข่ายตรวจจับคลื่นอินฟราซาวด์เพื่อสอดส่องว่ามีการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์หรือไม่

สัตว์หลายชนิดมีสัมผัสที่ไวต่อคลื่นความถี่ซึ่งอยู่นอกเหนือการได้ยินของมนุษย์ อันประกอบด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ (ความถี่สูง) และ อินฟราซาวด์ (ความถี่ต่ำ) การศึกษาเพื่อตรวจจับและใช้ประโยชน์จากแรงสั่นสะเทือนในอาณาจักรสัตว์เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยในช่วงต้นทศวรรษที่ 1880 นั้น นักวิทยาศาสตร์สมัยวิกตอเรียชื่อ ฟรานซิส กาลตัน ได้ติดนกหวีดคลื่นเสียงความถี่สูงไว้ตรงปลายล่างสุดของไม้เท้า จากนั้นก็เดินตะลอนไปทั่วสวนสัตว์เจนต์สพาร์ก แล้วจดบันทึกว่าสัตว์ชนิดไหนที่ตอบสนองต่อคลื่นเสียงความถี่สูงทุกครั้งที่เขากดกระเปาะยางที่อยู่ด้านบนสุดของไม้เท้า หลังจากใช้อุปกรณ์ที่เป็นต้นกําเนิดของนกหวีดฝึกสุนัข ในยุคปัจจุบันแล้วกาลตันก็ประกาศว่า “ความสนใจใคร่รู้ถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อการตระเวนเดินของผมก่อให้เกิดความสับสนอลหม่านในหมู่สัตว์จําพวกสุนัข”

ส่วนการวิจัยในเวลาต่อมาก็แสดงให้เห็นว่า วาฬ ช้าง หมึก ไก่ และแรดล้วนมีสัมผัสที่ไวต่อคลื่นเสียงความถี่ต่ำ แถมยังใช้สัญญาณเหล่านี้ในการอพยพและสื่อสารถึงกันเป็นระยะทางไกลๆอีกด้วย เมื่อผสมผสานข้อมูลดังกล่าวเข้ากับข้อเท็จจริงที่ว่าคลื่นอินฟราซาวด์เป็นผลพวงตามธรรมชาติจากแผ่นดินไหวและทอร์นาโดแล้ว นักวิจัยบางส่วนจึงตั้งคําถามขึ้นมาว่าเป็นไปได้ไหมที่จะตรวจจับคลื่นอินฟราซาวด์ที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติแล้วใช้เป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้า บางคนบอกว่าคลื่นอินฟราซาวด์นี้เองที่ทําให้สัตว์ต่างๆพากันหลบหนีก่อนคลื่นยักษ์สึนามิจะพัดเข้าถล่มเอเชียเมื่อ ปี 2004

นอกจากนี้ กองทัพยังได้ตรวจสอบคลื่นเสียงความถี่ต่ำเพื่อนํามาใช้เป็นอาวุธเสียงด้วย อาวุธประเภทนี้รู้จักกันอย่างไม่เป็นทางการในชื่อ “ตัวโน้ตสีน้ำตาล (brown note)” อันน่าสะพรึงกลัว เพราะเชื่อกันว่ามันสามารถสั่นสะเทือนลําไส้ของคนเราจนทําให้อุจจาระราดได้ ถึงแม้วิศวกรด้านเสียงจะทราบเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ตัวโน้ตสีน้ำตาลก็เพิ่งได้รับความสนใจจากสาธารณชนในปี 2000 เมื่อการ์ตูนเรื่อง South Park ตอน หนึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กที่นําตัวโน้ตสีน้ำตาลไปเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีวิทยุในสหรัฐอเมริกาโดยไม่ตั้งใจ ยูฟ่าเบท ส่งผลให้คนทั้งประเทศอุจจาระราดจนเกลี้ยงลําไส้ไปพร้อมๆกัน ตามมาด้วยรายการวิทยาศาสตร์ของ อเมริกาชื่อ Myth Busters ที่พยายามทดสอบแนวคิดนี้ด้วยการให้ผู้คนฟังคลื่นอินฟราซาวด์ ถึงแม้ผู้ดําเนินรายการจะแจ้งว่ารู้สึกคลื่นไส้ แต่ผลการทดสอบก็ไม่ได้เป็นไปตามคําร่ำลือแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาอยู่อีกอย่างหนึ่ง เพราะการศึกษาของกองทัพและแวดวงอุตสาหกรรมได้เลือกใช้คลื่นอินฟราซาวด์ในระดับสูงมาก แต่วิคกลับคาดการณ์ว่าคลื่นอินฟราซาวด์ระดับต่ำๆก็เพียงพอที่จะสร้าง ปรากฏการณ์ภูตผีแล้ว ถึงเวลาสําหรับการทดลองแล้ว