โลกมันแคบและแคบลงทุกๆปี

โลกมันแคบและแคบลงทุกๆปี

ผู้คนมักบ่มเพาะความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติขึ้นมาเมื่อพบเจอกับเหตุการณ์ที่พิสดารจนหาคําอธิบายไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นแบบไม่น่าจะเป็นไปได้เลย และหนึ่งในเหตุบังเอิญที่โด่งดังที่สุดก็คือเรื่องราวของประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา 2 คน ได้แก่ จอห์น เคนเนดี และอับราฮัม ลินคอล์น ufabet

โลกมันแคบและแคบลงทุกๆปี

ลินคอล์นนั้นถูกสังหารที่โรงละครฟอร์ด ส่วนเคนเนดีถูกลอบสังหารขณะนั่งอยู่ในรถลินคอล์นซึ่งผลิตโดยบริษัทฟอร์ด ลินคอล์นได้รับเลือกตั้งเข้าสู่สภาคองเกรสในปี 1846 ส่วนเคนเนดีได้รับเลือกตั้งในปี 1946 ลินคอล์นได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 1860 ส่วนเคนเนดีก็ได้เป็นประธานาธิบดีในปี 1960 นามสกุลของทั้งคู่มีตัวอักษรอยู่ 7 ตัว และพวกเขาก็ถูกสังหารในวันศุกร์เหมือนกัน หลังจากที่พวกเขาเสียชีวิตแล้ว ประธานาธิบดีคนถัดมาล้วนมีนามสกุลว่าจอห์นสันทั้งคู่ โดยแอนดรูว์ จอห์นสัน เกิดในปี 1809 ส่วนลินดอน จอห์นสัน เกิดในปี 1909

ช่วงเวลาอันเหมาะเจาะอย่างเหลือเชื่อเช่นนี้ไม่ได้เกิดกับประธานาธิบดีของอเมริกาเท่านั้น เพราะคนส่วนใหญ่ก็พบเจอบ้างเป็นครั้งคราว โดยในทศวรรษที่ 1920 นั้น คนแปลกหน้า 3 คนได้ขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางข้ามประเทศเปรู พวกเขานั่งอยู่ในตู้โดยสารเดียวกัน เมื่อทําความรู้จักกันก็พบว่านามสกุลของชายคนแรกคือบิงแฮม นามสกุล ของชายคนที่สองคือพาวเวลล์ และนามสกุลของชายคนที่สามคือบิงแฮม-พาวเวลล์ เรื่องบังเอิญอันน่าทึ่งอีกเรื่องเกิดขึ้นที่โรงแรมซาวอย ในกรุงลอนดอนของประเทศอังกฤษ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1953 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ชื่อ เอิร์ฟ คัปซิเนต เข้ามาพักเพื่อรอทําข่าวพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อเขาเปิดลิ้นชักภายในห้องพัก เขาก็พบข้าวของหลายชิ้นของเพื่อนที่ชื่อ แฮร์รี่ แฮนนิน ผู้จัดการทีมบาสเกตบอลชื่อดัง ฮาร์เลม โกลบทร็อตเตอร์ส ufabet ปรากฏว่าอีกสองวันถัดมา คัปซิเนตก็ได้รับจดหมายจากแฮนนินซึ่งเขียนมาบอกว่า เขาได้เข้าพักที่โรงแรมเมอริซในกรุงปารีสของประเทศฝรั่งเศส และเจอเนกไทของคัปซิเนตอยู่ตรงลิ้นชักภายในห้องของเขา เมื่อผู้คนมากมายได้เจอกับเหตุการณ์พิลึกพิลั่นเช่นนี้ พวกเขาก็คงสงสัยว่า “ช่างบังเอิญอะไรอย่างนี้” แล้วจบเรื่องราวไว้เพียงแค่นั้น แต่นักวิชาการบางคน เช่น เปอร์ซี ไดอาโคนิส นักคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกลับลงมือขุดคุ้ยเพื่อหาคําตอบเรื่องนี้

ไดอาโคนิสได้รับเชิญจากบ่อนคาสิโนในลาสเวกัสให้ไปทดสอบว่า เครื่องสับไพ่ของพวกเขาสามารถสุ่มเรียงลําดับไฟได้จริงหรือไม่ (ปรากฏว่าไม่จริง) ใช้กล้องถ่ายรูปความเร็วสูงระดับ 10,000 รูปต่อวินาที่มา วิเคราะห์การทอยเหรียญของมนุษย์ (พบว่าผลการทอยจะออกตามด้านที่หงายตอนเริ่มทอยมากกว่าเล็กน้อย) และชักชวนให้บรรดาช่างเทคนิคจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมาร่วมสร้างเครื่องจักรที่สามารถลุ่มทอยเหรียญ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ เขายังเขียนบทความฉบับบุกเบิกว่าด้วยเรื่องคณิตศาสตร์กับจิตวิทยาแห่งความบังเอิญ โดยระบุว่ากฎทางสถิติบางข้อซึ่งแทบไม่เป็นที่รู้จักอาจทําให้เหตุการณ์ที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้กลับเป็นไปได้ขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ และกฏว่าด้วยจํานวนมาก (law of large numbers) ก็ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ประเทศอังกฤษมีก็เรื่องบังเอิญอันน่าอัศจรรย์เกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์เช่นกัน ซึ่งไม่น่าจะมีสาเหตุมาจากโชคเพียงอย่างเดียว

อันที่จริง โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์นี้มีเพียง 1 ใน 15 ล้านเท่านั้น เหตุการณ์ที่ว่าก็คือการถูกสลากกินแบ่งรางวัลที่หนึ่งนั่นเอง แล้วทําไมเรื่องที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้เช่นนี้ถึงเกิดขึ้นเป็นประจําเกือบทุกสัปดาห์ล่ะ? ก็เพราะมีคนจํานวนมหาศาลซื้อสลากกินแบ่งนั่นเอง เรื่องบังเอิญอื่นๆก็เช่นกัน โลกใบนี้มีผู้คนหลายพันล้านดําเนินชีวิตอย่างซับซ้อน จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีคนเจอเรื่องบังเอิญสุดขีดและพบเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้อยู่เป็นครั้งคราว ถึงแม้เหตุการณ์เหล่านี้จะชวนให้คิดว่าเป็นนิมิตจากพระเจ้า หรือเป็นหลักฐานของสัมผัสลึกลับที่เชื่อมโยงระหว่างผู้คน แต่ความจริงแล้วมันอาจเป็นเพราะโชคล้วนๆเลยก็ได้

The Adventure of the Blue Carbuncle

อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ ได้ เขียนเอาไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือเรื่อง The Adventure of the Blue Carbuncle ว่า ท่ามกลางการกระทําและการตอบสนองของมวลมนุษย์หมู่มากนั้น เหตุการณ์ต่างๆอาจผสมปนเปออกมาได้สารพัดรูปแบบ และก่อให้เกิดปัญหาเล็กๆตามมามากมาย ซึ่งอาจเป็นปัญหาที่แปลกประหลาดและน่าทึ่ง นอกจากนี้ กฏที่ว่าด้วยจํานวนมากยังสามารถอธิบายเรื่องการสลับตัวอักษรเพื่อให้ได้ประโยคใหม่ที่มีความหมายขึ้นมาอีกด้วย เหมือนอย่างคําว่า “US president Ronald Reagan (ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน แห่งสหรัฐ)” สามารถนํามาเรียงตัวอักษรใหม่เป็นข้อความว่า “repulsed and ignorant arse (คนโง่เขลาผู้เป็นที่รังเกียจ)”

ส่วนคําว่า “President Clinton of the USA (ประธานาธิบดีคลินตันแห่งสหรัฐอเมริกา)” ก็สามารถนํามาเรียงเป็นข้อความว่า “to copulate he finds interns (เขามองหาเพศสัมพันธ์กับเด็กฝึกงาน)” การสลับตัวอักษรจากการค้นพบของนักสร้างสรรค์ปริศนาชื่อ โครี คาลฮาวน์ ซึ่งดึงโวหาร อันเลื่องลือจากบทละครเรื่องแฮมเล็ตของเชกสเปียร์มาสลับตัวอักษร

โดยข้อความเดิมคือ “To be, or not to be: that is the question/ Whether ’tis nobler in the mind to suffer/ The slings and arrows of outrageous fortune (จะอยู่หรือจะตาย นั่นคือคําถาม คนสูงศักดิ์เช่นเราจักยอมคุกเข่าทนรับโทษทัณฑ์จากโชคชะตาที่เล่นตลกเช่นนั้นหรือ)” ซึ่งสามารถนํามาเรียงตัวอักษรใหม่จนกลายเป็นบทสรุปที่สมบูรณ์แบบของละครทั้งเรื่อง นั่นคือ “In one of the Bard’s best-thought-of tragedies, our insistent hero, Hamlet, queries on two fronts about how life turns rotten.

ในละครโศกนาฏกรรมที่โด่งดังมากที่สุดเรื่องหนึ่งของเชกสเปียร์นั้น วีรบุรุษตลอดกาลของเราอย่างแฮมเล็ตได้ตั้งคําถามสองแง่มุมเกี่ยวกับชีวิตที่เสื่อมทรามลง ถึงแม้ตัวอย่างเหล่านี้จะดูน่าอัศจรรย์ แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้วิเศษวิโสอะไรเลยครับ ยูฟ่าเบท สาเหตุของความบังเอิญนี้ก็เป็น เพราะกฏว่าด้วยจํานวนมากนั่นเอง เมื่อดูจากการที่ตัวอักษรต่างๆสามารถผสมเป็นคําได้มากมายแค่ไหน รวมถึงมีถ้อยคําอยู่ในหนังสือและบทละครอีกเป็นจํานวนมหาศาลเท่าไหร่ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่การสลับตัวอักษรอย่างน่าอัศจรรย์จะเกิดขึ้นบ้างเป็นครั้งคราว แต่สิ่งที่น่าจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นก็คือ บางคนกลับทุ่มเทเวลาไปมากมายเพื่อผสมตัวอักษรขึ้นมาต่างหากล่ะ

ถึงแม้กฏว่าด้วยจํานวนมากจะเป็นสาเหตุของเรื่องบังเอิญมากมาย แต่บางครั้งก็มีปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน การสํารวจเมื่อปี 1993 พบว่า หนึ่งในเหตุบังเอิญที่ผู้คนพบเจอกันบ่อยที่สุดก็คือ ปรากฏการณ์ “โลกมันแคบ” ซึ่งหมายถึงการที่คนแปลกหน้ามาเจอกันในงานเลี้ยง และพบว่าทั้งคู่รู้จักกับคนๆเดียวกัน” ปรากฏว่า ผู้คนเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์อ้างว่าเคยมีประสบการณ์แบบนี้และมีประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ที่พบเจอเหตุการณ์แบบนี้อยู่บ่อยๆในช่วงทศวรรษที่ 1960 ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็ได้กระตุ้นความสนใจของ สแตนลีย์ มิล แกรม นักจิตวิทยาชื่อดังชาวอเมริกัน

มิลแกรมเป็นชายผู้ไม่ธรรมดาและเคยทําการทดลองทางจิตวิทยาที่โด่งดังที่สุดในโลกหลายครั้ง ในปี 1960 เขาเริ่มต้นทดลองว่าคนทั่วไปจะยอมสร้างความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานให้แก่คนอื่น เพียงเพราะผู้ดําเนินการทดลองบอกให้พวกเขาทําแบบนั้นหรือไม่ โดยผู้ดําเนินการทดลองได้ขอให้ผู้เข้าร่วมการทดลองปล่อยกระแสไฟฟ้าระดับอันตรายใส่ผู้เข้าร่วมการทดลองอีกคนหนึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (แต่ผู้ถูกช็อตเป็นหน้าม้าที่ แกล้งทําเป็นถูกไฟฟ้าช็อตจริงๆ) ถ้าหากผู้เข้าร่วมการทดลองแสดงท่าทีกังวลในสิ่งที่กําลังทําอยู่ ผู้ดําเนินการทดลองก็จะกระตุ้นให้พวกเขาลงมือช็อตต่อไปโดยใช้คําพูดในทํานองว่า “ช่วยทําตามที่บอกด้วยครับ” และ “การทดลองจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้หากคุณไม่ทําตามขั้นตอนนี้” ผลการทดลองของมิลแกรมพบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ยอมปล่อยกระแสไฟฟ้าที่พวกเขาคิดว่าร้ายแรงถึงตายใส่เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย เพราะพวกเขาถูกเร่งเร้าจากชายผู้สวมเสื้อคลุมสีขาว

การทดลองช็อตไฟฟ้าของมิลแกรมนับว่ามีชื่อเสียงมาก เพราะมันปรากฏอยู่ในตําราวิชาจิตวิทยาเบื้องต้นแทบทุกเล่ม และเป็นหนึ่งในการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์เพียงไม่กี่ชิ้นที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อวัฒนธรรมร่วมสมัย โดยในช่วงกลางทศวรรษที่ 1970 สถานีโทรทัศน์ซีบีเอสได้จําลองการทดลองช็อตไฟฟ้าดังกล่าวออกอากาศ โดยให้วิลเลียม แชตเนอร์ รับบทเป็นมิลแกรม ต่อมาในปี 1986 นักดนตรีชื่อ ปีเตอร์ เกเบรียล ก็แต่ง เพลงชื่อ “We do what we’re told (Milgram’s 37)” ซึ่งหมายถึงการทดลองของมิลแกรมที่ผู้เข้าร่วมการทดลอง 37 คนจากทั้งหมด 40 คน ยอมเชื่อฟังผู้ดําเนินการทดลองอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้กันก็คือ

ผลงานของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการศึกษาที่น่าทึ่งไม่แพ้กันตามมาอีกมากมาย ตัวอย่างเช่น ศาสตราจารย์เชอริแดนและศาสตราจารย์ คิงเกรงว่าผู้เข้าร่วมการทดลองอาจเดาได้ว่าคนที่ถูกช็อตไฟฟ้าเป็นหน้าม้า พวกเขาจึงทําการทดลองซ้ำอีกครั้งในทศวรรษที่ 1970 โดยใช้การช็อตไฟฟ้ากับลูกสุนัขจริงๆ 1 ผลการทดลองพบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองเพศชายกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ยอมใช้ไฟฟ้าช็อตลูกสุนัขอย่างเต็มที่ เทียบกับ 100 เปอร์เซ็นต์ในผู้เข้าร่วมการทดลองเพศหญิง

มิลแกรมยังเดินหน้าคิดค้นและทําการทดลองที่สร้างสรรค์แต่แปลกประหลาดตลอดชีวิตการทํางานในแวดวงวิชาการของตัวเอง อันที่จริงแล้ว เขาบ่มเพาะชื่อเสียงด้านนี้จนเป็นที่รับรู้กันไปทั่ว แม้แต่ตอนที่เขาพรวดพราดเข้าไปในห้องบรรยายของอาจารย์ที่เป็นเพื่อนร่วมงานเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 1963 เพื่อแจ้งข่าวการลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี นักศึกษาหลายคนกลับคิดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งในการทดลองครั้งล่าสุดของมิลแกรม

จากทฤษฎีที่คิดค้นขึ้นที่เอ็มไอที มิลแกรมเดินหน้าทําการทดลองกับคนทั่วไปจริงๆ เพื่อทําความเข้าใจสิ่งที่อาจอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ “โลกมันแคบ” เขาส่งจดหมายไปหาผู้คนที่อาศัยอยู่ในรัฐเนแบรสกา 198 คน และขอให้พวกเขาช่วยส่งต่อจดหมายนั้นไปยัง “บุคคลเป้าหมาย” ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้นที่ทํางานในเมืองบอสตันและอาศัยอยู่ในเมืองชารอน รัฐแมสซาชูเซตส์ อย่างไรก็ตาม การทดลองนี้มีเงื่อนไขว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองไม่สามารถส่งจดหมายถึงโบรกเกอร์คนนี้ได้โดยตรง แต่ให้ส่งจดหมายไปหาคนที่รู้จักมักคุ้นในระดับที่เรียกชื่อหน้ากัน และเป็นคนที่พวกเขาคิดว่าน่าจะรู้จักโบรกเกอร์คนนี้ จากนั้นผู้ได้รับจดหมายก็จะต้องทําแบบเดียวกัน โดยได้รับอนุญาตให้ส่งจดหมายไปหาคนที่รู้จักมักคุ้นกันเท่านั้น

ทฤษฎี 6 ช่วงคน (six degrees of separation)

ต้องใช้คนกี่คนจดหมายจึงจะไปถึงคนแปลกหน้าได้? เมื่อพิจารณาจากจํานวนประชากรหลายร้อยล้านคนในอเมริกาแล้ว คุณคงแปลกใจ ถ้าได้รู้ว่าต้องใช้คนเพียงแค่ 6 คนเท่านั้น ซึ่งเป็นต้นกําเนิดของทฤษฎีอันโด่งดังที่ชื่อว่า “ทฤษฎี 6 ช่วงคน (six degrees of separation)” ผลลัพธ์ที่ได้บ่งชี้ว่า สังคมเรียงร้อยกันแนบแน่นกว่าที่เราเคยคิดกันไว้ แถมยังช่วยอธิบายด้วยว่าทําไมเรื่องตลก เรื่องซุบซิบนินทา และแฟชั่น ถึงแพร่กระจายไปได้รวดเร็วนักผ่านการบอกปากต่อปาก

นอกจากนี้ เมื่อมิลแกรมได้ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในแต่ละห่วงโซ่แล้ว เขาก็เข้าใจโครงสร้างทางสังคมของสหรัฐอเมริกาในทศวรรษที่ 1960 ได้ดีขึ้นมาก กล่าวคือ เขาพบว่าผู้คนมักส่งจดหมายให้คนเพศเดียวกันมากกว่าเพศตรงข้าม และมักส่งให้เพื่อนและคนคุ้นเคยมากกว่าญาติ ในสังคมตะวันตก หากต้องการสนทนากับคนที่ไม่เคยรู้จักกันหรือไม่สนิทกันจะเรียกแทนกันด้วยนามสกุล แต่หากสนิทกันในระดับหนึ่งแล้วก็จะเรียกแทนกันด้วยชื่อหน้า

การค้นพบของมิลแกรมไม่ได้มีอิทธิพลต่อระบบสังคมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเครือข่ายอื่นๆอีกสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายผลิตกระแสไฟฟ้า การแพร่ระบาดของโรค วิธีส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต และวงจรไฟฟ้าในระบบประสาทที่ควบคุมการทํางานของสมองฯ

นักคณิตศาสตร์ชื่อ จอห์น อัลเลน พอโลส ได้เขียนถึงผลงานของมิลแกรมไว้เมื่อปี 1995 ว่า “ผมยังไม่แน่ใจว่าจะทําการทดลองอย่างไรเพื่อยืนยันเรื่องนี้ แต่ผมสงสัยว่าจํานวนคนกลางที่เชื่อมโยงระหว่างคน 2 คนได้ลดน้อยลงตลอด 50 กว่าปีที่ผ่านมา และจะลดลงต่อไปด้วยอานิสงส์ของความก้าวหน้าด้านการสื่อสาร ถึงแม้จํานวนประชากรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็ตาม” เมื่อพิจารณาจากความสําคัญของเกม “ส่งจดหมายต่อ” ครั้งใหญ่ของมิลแกรม บวกกับการคาดการณ์ของพอโลสเกี่ยวกับโลกที่หดเล็กลงแล้ว ก็ถือว่าน่าประหลาดใจทีเดียวที่แทบไม่มีนักวิจัยคนไหนพยายามทําการทดลองในเรื่องนี้เลย

ด้วยเหตุนี้เอง เอมมา กรีนนิ่ง นักวิจัยจึงจับมือกับโรเจอร์ ไฮฟิลด์ บรรณาธิการข่าววิทยาศาสตร์ของหนังสือพิมพ์เดอะ เดลี เทเลกราฟ รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากเทศกาลวิทยาศาสตร์เชลต์นัมเพื่อหาคําตอบในเรื่องนี้ พวกเขาต้องการทดลองซ้ำตามรอยงานวิจัยคลาสสิกของมิลแกรม แต่เป็นในแบบฉบับของอังกฤษ

นอกจากนี้ ยังต้องการทดสอบแนวคิดสองอย่างด้วย อย่างแรก จํานวนคนกลางที่เชื่อมโยงระหว่างคนสองคนจะน้อยกว่าการทดลองของมิลแกรมเหมือนอย่างที่พอโลสบอกไว้หรือไม่ และอย่างที่สอง ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถอธิบายปริศนาอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการทดลองเรื่องคนโชคดีกับคนโชคร้ายได้หรือไม่ คนโชคดีนั้นได้พบกับโอกาสมากมายซึ่งดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ต่อชีวิตของพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาจะได้เจอใครบางคนในงานเลี้ยง จากนั้นก็พบว่าทั้งคู่รู้จักคนคนเดียวกัน

ความเชื่อมโยงดังกล่าวอาจลงเอยด้วยการแต่งงาน หรือไม่ก็ทําธุรกิจร่วมกัน เวลาที่เจอปัญหาอะไรบางอย่าง พวกเขาก็ดูเหมือนจะรู้จักใครบางคนที่รู้จักคนที่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ ในทางตรงกันข้าม คนโชคร้ายแทบไม่เคยเจอเหตุการณ์ทํานองนี้เลย เราสงสัยว่าคนโชคดีเจอกับเหตุการณ์ “โลกมันแคบ” ได้บ่อยครั้ง เพราะพวกเขารู้จักคนจํานวนมาก จึงเท่ากับว่าพวกเขากําหนดโชคลาภให้ตัวเองโดยไม่รู้ตัว

บทความสั้นๆในหนังสือพิมพ์เทเลกราฟบทความหนึ่งได้มีการเชื้อเชิญ ให้คนที่อยากมีส่วนร่วมในประสบการณ์ “โลกมันแคบ” ติดต่อเข้ามาหา จากนั้นอาสาสมัคร 100 คนก็จะได้รับพัสดุซึ่งประกอบด้วยใบคําสั่ง รวมทั้งไปรษณียบัตรและซองจดหมายชุดหนึ่ง ใบคําสั่งระบุว่า จุดมุ่งหมายของการทดลองครั้งนี้ก็เพื่อส่งสิ่งของในพัสดุไปให้ถึงมือของ “บุคคลเป้าหมาย” คราวนี้บุคคลเป้าหมายของเราไม่ใช่โบรกเกอร์ในเมืองบอสตัน แต่เป็นหญิงสาวชื่อ เคที่ สมิธ นักจัดงานอีเวนต์วัย 27 ปี ซึ่งทํางานอยู่ในเมืองเชลต์นัม เงื่อนไขของการทดลองครั้งนี้ก็เหมือนกับการทดลองของมิลแกรม อาสาสมัครทุกคนและผู้รับพัสดุคนถัดๆไปทั้งหมดจะสามารถส่งพัสดุถึงคนที่รู้จักมักคุ้นกันเท่านั้น

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมการทดลองและผู้รับพัสดุคนถัดๆไปจะต้องส่งไปรษณียบัตรมาหาเรา เพื่อที่เราจะได้ตามรอยพัสดุเหล่านั้นระหว่างที่พวกมันเดินทางไปทั่วประเทศ ปรากฏว่าการเชื่อมโยงระหว่างผู้เข้าร่วมการทดลองส่วนใหญ่กับเคที่ใช้คนเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าการทดลองของมิลแกรมถึง 2 คน ตัวอย่างเช่น ผู้เข้าร่วมการทดลองคนหนึ่งเป็นนายหน้าซื้อขายสิ่งทอชื่อแบร์รี่ เขาอาศัยอยู่ในเมืองสต็อกพอร์ต จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาไม่รู้จักเคที่ สมิธ แบร์รีตัดสินใจส่งต่อพัสดุไปให้เพื่อนชื่อแพต เพราะเธออาศัยอยู่ใกล้กับสนามม้าเชลต์นัม ส่วนแพตเองก็ไม่รู้จักเคที่ เธอจึงส่งพัสดุไปให้เพื่อนชื่อเดวิด ซึ่งบังเอิญเป็นหัวหน้าผู้จัดเทศกาลวิทยาศาสตร์เชลต์นัม ปรากฎว่าเดวิดรู้จักเคที่และสามารถเติมเต็มห่วงโซ่ดังกล่าวได้สมบูรณ์ด้วยการส่งพัสดุชิ้นนั้นให้เธอโดยตรง

สาเหตุที่จํานวนคนกลางที่ใช้เชื่อมโยงไปสู่บุคคลเป้าหมายลดลง อาจเป็นเพราะการติดต่อสื่อสารในอังกฤษนั้นง่ายกว่าในอเมริกา หรือไม่ก็อาจเป็นหลักฐานสนับสนุนความน่าจะเป็นที่ว่า โลกของเราแคบลงมาก ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา เราเชื่อมโยงถึงกันได้ด้วยการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ เครือข่ายโทรศัพท์ และการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาจเป็นปัจจัยที่ทําให้โลกแคบลงอย่างแท้จริง

ในส่วนของคําถามเรื่องความโชคดี ได้มีการพยายามหาคําตอบด้วยการให้อาสาสมัครประเมินระดับความโชคดีโดยทั่วไปของตัวเองก่อนเริ่มการทดลอง ปรากฏว่ามีอาสาสมัคร 38 คนที่ไม่ได้ส่งพัสดุให้ใครเลย พัสดุจึงไปไม่ถึงมือของเคที่อย่างแน่นอน

ที่น่าสนใจก็คือคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ประเมินว่าตัวเองเป็นคนโชคไม่ดี ทีมทดลองอยากรู้ว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมอันแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น เพราะอาสาสมัครกลุ่มนี้ได้ผ่าน กระบวนการคัดเลือกอันยาวนานจนได้เข้าร่วมในการทดลอง แต่พวกเขากลับถอนตัวจากการทดลองตั้งแต่ขั้นตอนแรก ทีมทดลองจึงเขียนจดหมายไปถามว่าทําไมพวกเขาถึงไม่ส่งพัสดุ

ปรากฏว่าคําตอบของพวกเขาชัดเจน ที่เดียว คนส่วนใหญ่ตอบว่าพวกเขานึกไม่ออกว่ามีใครที่สนิทสนมจนถึงขั้นเรียกชื่อตัวและจะช่วยส่งต่อพัสดุให้ได้ ด้วยเหตุนี้เอง จึงสามารถบอกได้ว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองที่โชคดีจะรู้จักคนที่สามารถส่งต่อพัสดุให้มากกว่าคนที่โชคไม่ดี ซึ่งเป็นหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อที่ว่าคนโชคดีใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่แคบกว่าคนโชคไม่ดีอย่างมาก จึงมีโอกาสสูงกว่าที่จะเจอแต่เรื่องดีๆในชีวิต