ทําไมมนุษย์เราถึงเชื่อเรื่องงมงายและเรื่องเหนือธรรมชาติ

ปีม้าไฟ

โรงแรมซาวอยในกรุงลอนดอนเป็นโรงแรมที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารชั้นเลิศ การบริการที่น่าประทับใจ การตกแต่งภายในอันหรูหรา และที่ขาดไม่ได้ก็คือประติมากรรมไม้แกะสลักรูปแมวสีดําสูง 90 เซนติเมตร ซึ่ง มีชื่อเรียกว่า แคสเปอร์ ufabet โดยในปี 1898 วูลฟ์ โจล นักธุรกิจชาวอังกฤษ ได้จองโต๊ะอาหารสําหรับ 14 คน ณ โรงแรมแห่งนี้ แต่โชคร้ายที่แขกคนหนึ่งยกเลิกนัดในนาทีสุดท้าย ส่งผลให้มีผู้มาร่วมวงทานอาหารเพียง 13 คน วูลฟ์ตัดสินใจที่จะเพิกเฉยต่อความเชื่อเก่าแก่ที่ว่าการนั่งล้อมวงกัน 13 คนจะนํามาซึ่งโชคร้าย และเดินหน้าทานอาหารต่อไป

ปรากฏว่าในอีก 3 สัปดาห์ต่อมา วูลฟ์เดินทางไปแอฟริกาใต้และถูกยิงเสียชีวิต จนกลายเป็นเหตุฆาตกรรมครึกโครม ส่งผลให้โรงแรมซาวอยไม่อนุญาตให้มีการจัดงานเลี้ยงรับประทานอาหารสําหรับ 13 คนนานหลายสิบปีทีเดียว แถมยังแก้เคล็ดด้วยการให้พนักงาน 1 คนไปร่วมโต๊ะที่มีแขก 13 คน เพราะไม่อยากเสี่ยงเป็นต้นตอของเหตุสยองขวัญอีกครั้ง

ต่อมาในทศวรรษที่ 1920 ทางโรงแรมก็ขอให้นักออกแบบชื่อ เบซิล โลนิเดส สร้างรูปแกะสลักขึ้นมาแทนตัวคนที่ไปนั่งร่วมโต๊ะเพื่อแก้เคล็ด จึงกลายเป็นเจ้าแมวแคสเปอร์ในที่สุด นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แมวแกะสลักแนวอาร์ตเดคโคอันสวยงามวิจิตรก็ได้ร่วมงานเลี้ยงสุดหรูที่มีผู้ร่วมโต๊ะ 13 คน มาโดยตลอด ถึงขั้นมีการเตรียมผ้าเช็ดปากพร้อมจัดที่นั่งไว้ให้ และได้รับอาหารแบบเดียวกับเพื่อนร่วมโต๊ะ นอกจากนี้ ดูเหมือนมันจะเป็นรูปแกะสลักสุดโปรดของอดีตนายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์ ซึ่งช่วยเอาตัวเจ้าแมวแคสเปอร์กลับมาหลังจากที่มันถูกเจ้าหน้าที่คึกคะนองกลุ่มหนึ่งขโมยไปขณะมาทานอาหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ความเชื่อโชคลางและเรื่องเหนือธรรมชาติได้เข้าครอบงําชีวิตของเราแทบทุกด้าน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่หัวข้อนี้จะกระตุ้นให้เกิดงานวิจัยประหลาดๆตามมามากมาย งานวิจัยที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับการสัมภาษณ์นายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ การเฝ้าสังเกตชาวประมงในพื้นที่ห่างไกลของปาปัวนิวกินี การเล่นเกม “ส่งจดหมายต่อ” ทั่วประเทศ การแอบปล่อยคลื่นเสียงความถี่ต่ำในงานแสดงดนตรีคลาสสิก และการให้คนกลุ่มหนึ่งพยายามเดินบนกองถ่านติดไฟร้อนระอุเป็นระยะทาง 18 เมตร ผลลัพธ์ที่ออกมาเผยให้เห็นว่าทําไมผู้คนมากมายในสังคมถึงเชื่อในเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ทําไมเรื่องบังเอิญอันแปลกประหลาดถึงเกิดขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ และทําไมคนเราถึงเจอเรื่องผีๆภายในอาคารที่ลือกันว่ามีวิญญาณสิงสถิตอยู่

ความเชื่อโชคลาง

ความเชื่อโชคลาง

ดร.ซามูเอล จอห์นสัน ถือเคล็ดด้วยการก้าวเท้าขวาออกจากบ้านเสมอ แถมยังเลี่ยงที่จะไม่เหยียบรอยแตกบนทางเท้าอีกด้วย ส่วน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เชื่อในอํานาจวิเศษของเลข 7 ขณะที่ประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ของสหรัฐอเมริกา ก็เชื่อว่าเลข 13 เป็นเลขนําโชคมาสู่ชีวิตของเขา เพราะชื่อของเขามีตัวอักษรอยู่ 13 ตัว และในปีที่ 13 ของการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เขาก็ได้ดํารงตําแหน่งอธิการบดีคนที่ 131 ด้านเจ้าฟ้าชายฟิลิปเองก็ทรงเคาะหมวกกันกระแทก 7 ครั้งก่อนการแข่งขันโปโลทุกนัด

ส่วนนักบาสเกตบอลชื่อดังอย่าง ชัค เพอร์สันส์ ก็ยอมรับว่าจะรู้สึกกระวนกระวายก่อนการแข่งขัน ถ้าหากไม่ได้กินขนมคิทแคท 2 แท่ง สนิกเกอร์ส 2 แท่ง หรือไม่ก็คิทแคทและสนิกเกอร์สอย่างละ 1 แท่ง เสียก่อน แม้กระทั่งนักฟิสิกส์เจ้าของรางวัลโนเบลอย่าง นีลส์ บอร์ ก็ยังไม่เว้น เพราะมีคนลือกันว่าเขาเอาเกือกม้ามาแขวนที่หน้าประตูบ้าน (ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่พอถูกตั้งคําถามเกี่ยวกับความเชื่อของตัวเองว่าเกือกม้านําโชคดีมาให้จริงหรือไม่ บอร์ก็ตอบว่า “ไม่หรอกครับ แต่มีคนบอกผมว่ามันใช้ได้ผลไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม”


ความไร้เหตุผลไม่ได้จํากัดอยู่แต่กับเจ้าชาย นักการเมือง และนักฟิสิกส์เท่านั้น เพราะผลสํารวจของแกลลัพ โพล เมื่อไม่นานมานี้พบว่า ชาวอเมริกัน 53 เปอร์เซ็นต์บอกว่าตัวเองเชื่อเรื่องโชคลางเล็กน้อย และอีก 25 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่าเชื่อเรื่องโชคลางอย่างมาก ผลสํารวจอีกครั้งหนึ่งพบว่าประชาชน 72 เปอร์เซ็นต์มีเครื่องรางนําโชคอย่างน้อย 1 ชิ้นอยู่ในครอบครอง ufabet ส่วนผลการสํารวจของผมเกี่ยวกับความเชื่อโชคลางในปี 2003 ซึ่งร่วมมือกับสมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แห่งสหราชอาณาจักรก็พบว่าชาวอังกฤษยุคใหม่มีความเชื่อโชคลางในระดับสูงเช่นกัน โดยมีประชากรประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ที่หาแผ่นไม้มาแตะเวลาที่อยากให้โชคดีอีก 64 เปอร์เซ็นต์ชอบเอานิ้วไขว้กัน และอีก 49 เปอร์เซ็นต์ที่หลีกเลี่ยงการเดินลอดใต้บันได

แม้แต่บรรดานักศึกษาผู้มีสติปัญญาปราดเปรื่องที่สุดในอเมริกาก็ยังมีพฤติกรรมทํานองนี้เช่นกัน โดยนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจะแตะที่เท้าของรูปปั้น จอห์น ฮาร์วาร์ด ก่อนเข้าสอบอยู่เสมอ ขณะที่นักศึกษาของเอ็มไอที่จะชอบถูบริเวณจมูกของแผ่นทองเหลืองที่จารึกภาพของนักประดิษฐ์ชื่อ จอร์จ อีสต์แมน ด้วยเหตุนี้เอง เท้าของฮาร์วาร์ด และจมูกของอีสต์แมนจึงส่องประกายแวววาว ซึ่งเป็นอิทธิพลของความเชื่อโชคลางนั่นเอง

ถึงแม้ผลกระทบของความเชื่อดั้งเดิมส่วนใหญ่ เช่น การแตะแผ่นไม้หรือการพกเครื่องรางนําโชคจะไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรนัก แต่ก็มีความเชื่อโชคลางมากมายที่ก่อให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างรุนแรง

ในช่วงต้นปี 1993 บรรดานักวิจัยต้องการหาคําตอบว่าการอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 13 จะทําให้โชคร้ายจริงหรือไม่ พวกเขาจึงลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นกว่า 30 ฉบับ เพื่อขอให้คนที่อาศัยอยู่ใน “บ้านเลขที่ 13” ติดต่อเข้ามาและประเมินว่าโชคลาภของพวกเขาลดลงหรือเพิ่มขึ้นหลังจากย้ายเข้ามาอยู่ ปรากฏว่ามีผู้ติดต่อกลับมา 500 คน และ มีประมาณ 1 ใน 10 ที่บอกว่าพวกเขาเจอกับเรื่องโชคร้ายมากกว่าเดิม

หลังจากย้ายเข้ามา นักวิจัยยังสงสัยด้วยว่าความเชื่อดังกล่าวจะมีผลต่อราคาบ้านหรือไม่ พวกเขาจึงทําการสํารวจความคิดเห็นกับนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ ไม่น่าเชื่อเลยว่ามีนายหน้าถึง 40 เปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าผู้ซื้อมักไม่ยอมซื้อบ้านเลขที่ 13 ส่งผลให้ผู้ขายต้องลดราคาบ้านหลังนั้นอยู่บ่อยๆ

บางครั้งผลลัพธ์ของความเชื่อโชคลางอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องความเป็นความตายก็ได้ นักสังคมวิทยาชื่อ เดวิด ฟิลลิปส์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่หมกมุ่นในการหาคําตอบว่าวันเกิดของคนเรามีอิทธิพลต่อช่วงเวลาที่เสียชีวิตหรือไม่ ฟิลลิปส์ได้เขียนบทความลงในวารสาร British Medical Journal โดยพูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างความเชื่อโชคลางกับช่วงเวลาที่เสียชีวิต โดยคําว่า “ตาย” กับคําว่า “สี่” ในภาษาจีนกลาง จีนกวางตุ้ง และญี่ปุ่นนั้นออกเสียง แทบจะไม่ต่างกันเลย

ด้วยเหตุนี้ เลขสี่จึงถูกมองว่าเป็นเลขอัปมงคลในวัฒนธรรมจีนและญี่ปุ่น โรงพยาบาลหลายแห่งในประเทศจีนไม่มีชั้นสี่ ส่วนชาวญี่ปุ่นบางคนก็เป็นกังวลเกี่ยวกับการเดินทางไกลในวันที่ 4 ของ เดือน ความเชื่อมโยงดังกล่าวดูเหมือนจะลามไปถึงรัฐแคลิฟอร์เนียในสหรัฐด้วย เพราะกิจการเปิดใหม่ในรัฐดังกล่าวจะมีสิทธิเลือกหมายเลขโทรศัพท์ 4 หลักสุดท้ายได้เอง ฟิลลิปส์สังเกตว่าเบอร์โทรศัพท์ของร้านอาหารจีนและญี่ปุ่นมีเลข “4” น้อยอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่พบได้ง่ายในร้านอาหารที่ออกตัวว่าเป็นร้านอเมริกัน ปัจจัยทั้งหมดนี้ทําให้ฟิลลิปส์สงสัยว่าอารมณ์เครียดจากความเชื่อโชคลางในวันที่ 4 ของแต่ละเดือนจะมีอิทธิพลต่อสุขภาพของคนเราหรือไม่

ตัวอย่างเช่น เป็นไปได้ไหมที่จะมีความเชื่อมโยงกับอาการเริ่มต้นของโรคหัวใจ ฟิลลิปส์และทีมงานพยายามประเมินผลกระทบของความเชื่อดังกล่าวที่อาจมีต่อสุขภาพของคนเรา ด้วยการวิเคราะห์ประวัติของประชากรกว่า 47 ล้านคนที่เสียชีวิตในสหรัฐอเมริการะหว่างปี 1973-1998 พวกเขาเปรียบเทียบวันเสียชีวิตของชาวอเมริกันเชื้อสายจีนและญี่ปุ่นกับชาวอเมริกันผิวขาว และพบว่าชาวอเมริกันเชื้อสายจีนและญี่ปุ่นมีอัตราการเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายในวันที่ 4 ของแต่ละเดือนสูงกว่าวันอื่นๆ 7 เปอร์เซ็นต์

แต่ตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 13 เปอร์เซ็นต์เมื่อพุ่งเป้าไปที่การเสียชีวิตจากโรคหัวใจเรื้อรังเพียงอย่างเดียว ขณะที่อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจของชาวอเมริกันผิวขาวกลับไม่มีวันไหนที่สูงโดดเด่นออกมา ผลการศึกษาครั้งนี้ก่อให้เกิดความเห็นโต้แย้งตามมาและถูกตั้งคําถามโดยนักวิจัยหลายคน อย่างไรก็ตาม ฟิลลิปส์และทีมงานก็มั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องแปลกประหลาด พร้อมกับตั้งชื่อปรากฏการณ์ดังกล่าวตามชื่อของ ชาร์ลส์ บาสเกอร์วิลล์ ตัวละครในนิยายเรื่อง The Hound of the Baskervilles ufabet ซึ่งเสียชีวิตเพราะหัวใจวายจากความเครียดอย่างรุนแรง

ความเชื่อโชคลางของบางคนอาจทําให้ตัวเองต้องจบชีวิตลงโดยไม่ตั้งใจ แต่บางครั้งก็อาจส่งผลต่อชีวิตของคนอื่น โทมัส สแกนลอน และเพื่อนร่วมงานของเขาได้ทําการศึกษาสภาพการจราจร ศูนย์การค้า และการเข้ารักษาตัวฉุกเฉินตามโรงพยาบาลในวันศุกร์ที่ 13 หลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลกว่า 2 ปี พวกเขาก็พบว่า สภาพการจราจรบนถนนวงแหวนสายเอ็ม 25 ของกรุงลอนดอนในวันศุกร์ที่ 13 เบาบางกว่าวันศุกร์ ที่ 6 อย่างเห็นได้ชัด นั่นหมายความว่าผู้ขับขี่ที่รู้สึกกังวลจะพยายามเก็บตัวไม่ขับรถออกไปไหน ต่อมาพวกเขาก็ตรวจสอบการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลในสองวันดังกล่าวด้วยสาเหตุต่างๆ ซึ่งรวมถึงการได้รับสารพิษ การถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย การทําร้ายตัวเอง และอุบัติเหตุจากการเดินทาง

ปรากฏว่ามีเพียงอุบัติเหตุจากการเดินทางเท่านั้นที่ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อโชคลางอย่างเห็นได้ชัด เพราะเกิดอุบัติเหตุในวันศุกร์ที่ 13 มากกว่าวันศุกร์ที่ 6 โดยพุ่งสูงขึ้นถึง 52 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม สแกนลอนและเพื่อนร่วมงานสามารถขอข้อมูลการเข้ารักษาตัวจากโรงพยาบาลได้เพียงแห่งเดียว จึงเป็นไปได้ว่าอาจเกิดขึ้นจากความบังเอิญ การศึกษาที่มีขนาดใหญ่ขึ้นแต่ก่อให้เกิดความเห็นโต้แย้งมากพอๆกันก็คือ การศึกษาของนักวิจัยชาวฟินแลนด์ชื่อ ซิโม แนอูแฮ ซึ่งตรวจสอบข้อมูลคล้ายๆกันในประเทศฟินแลนด์ระหว่างปี 1971-1997 โดยประกอบด้วยวันศุกร์ที่ 13 จํานวน 324 วัน และวันศุกร์ในกลุ่ม “ควบคุม” อีก 1,339 วัน

ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นไปในทิศทางเดียวกับงานวิจัยก่อนหน้านี้โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง เนื่องจากการเสียชีวิตของผู้ชายเป็นผลมาจากวันอัปมงคลเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ แต่สําหรับผู้หญิงกลับพุ่งสูงถึง 38 เปอร์เซ็นต์ นักวิจัยทั้งสองกลุ่มให้เหตุผลว่า อัตราการเกิดอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพราะผู้ขับขี่รู้สึกกระวนกระวายมากเป็นพิเศษในวันอัปมงคล สารที่ถูกส่งออกมาอย่างชัดเจนก็คือความเชื่อโชคลางทําให้คนเราเสียชีวิตได้

อิทธิพลที่มีต่อสังคม

ปีม้าไฟ

ความเชื่อโชคลางอาจมีอิทธิพลอย่างรุนแรงต่อสังคมในภาพรวมได้เช่นกัน ตามหลักปฏิทินโหราศาสตร์โบราณของจีน-ญี่ปุ่นนั้น ในแต่ละปีจะมีองค์ประกอบพื้นฐาน 2 อย่าง ได้แก่ 12 นักษัตร (เช่น ปีมะแม ปีวอก หรือปีระกา) และธาตุ 5 ธาตุ (เช่น ธาตุดิน ธาตุเหล็ก หรือธาตุน้ำ) ปีมะเมีย ธาตุไฟ หรือ “ปีม้าไฟ” จะเกิดขึ้นเพียง 1 ครั้งในรอบ 60 ปี ซึ่ง ถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะเป็นปีอัปมงคล มีตํานานเล่าขานว่าหญิงใดที่เกิดในปีดังกล่าวจะมีอารมณ์รุนแรงดั่งเปลวเพลิง ส่งผลให้ไม่เป็นที่หมายปองของชายใด ถึงแม้ความเชื่อนี้จะมีต้นตอมาตั้งแต่อดีตอันไกลโพ้น

แต่ก็ยังปรากฏร่องรอยอยู่ในสังคมญี่ปุ่นสมัยใหม่ผ่านละครคาบูกิเรื่อง ยาโอยะ โอชิจิ โดยเรื่องราวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1682 โอชิจิตกหลุมรักพระหนุ่มรูปหนึ่ง เธอจึงคิดอุบายว่าจะจุดไฟวางเพลิงเล็กๆเพื่อให้สมปรารถนาในความรัก แต่โชคร้ายที่เธอเกิดปีม้าไฟ เปลวเพลิงจึงลุกลามจนควบคุมไม่อยู่และเผาผลาญกรุงโตเกียวจนวอดวายไปเกือบทั้งเมือง

ปีม้าไฟครั้งล่าสุดคือปี 1966 นักวิจัยชาวญี่ปุ่นชื่อ คานาเอะ คากุ จึงถือโอกาสนี้ทดสอบว่าความเชื่อโชคลางส่งผลกระทบต่อคนญี่ปุ่นมากแค่ไหน 1 คําตอบที่ได้ชัดเจนและน่าประหลาดใจมาก เพราะอัตราการเกิดของชาวญี่ปุ่นลดลง 25 เปอร์เซ็นต์ในปี 1966 (โดยมีเด็กเกิดใหม่น้อยลงเกือบ 500,000 คนในปีนั้น) และมีอัตราการทําแท้งมาก กว่า 20,000 ครั้ง

ต่อมาคากุก็พบว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับชาวญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะอัตราการเกิดของชาวญี่ปุ่นในรัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐฮาวายของสหรัฐเมื่อปี 1966 ก็ลดลงเช่นกัน คากุจึงสนอกสนใจและเจาะลึกข้อมูลดังกล่าวมากขึ้น สุดท้ายเขาก็พบเรื่องน่าประหลาดใจยิ่งขึ้นไปอีก 3 ตามตํานานนั้นบอกว่าผู้หญิงที่เกิดในปีม้าไฟจะพบกับชีวิตที่เคราะห์ร้ายและอับโชคอย่างเหลือแสน แต่ในปี 1966 ยังไม่มีวิธีง่ายๆที่ช่วยให้รู้เพศของทารกก่อนคลอด การกําจัดลูกสาวจึงเหลือเพียงหนทางเดียวคือฆ่าทารกที่เกิดมาแล้ว

คําถามก็คือผู้ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ยินดีที่จะฆ่าลูกสาวตัวเองเพียงเพราะความเชื่อโชคลางจริงหรือเปล่า คากุจึงลงมือตรวจสอบอัตราการเสียชีวิตของเด็กแรกเกิดเนื่องจากอุบัติเหตุได้รับสารพิษ และได้รับความบอบช้ำทางร่างกาย ระหว่างปี 1961-1967 ผลลัพธ์ที่ได้น่าขนลุกมาก เพราะอัตราการเสียชีวิตของเด็กแรกเกิดเพศหญิงในปี 1966 สูงกว่าปีใกล้ๆกันอย่างมาก แต่กลับไม่พบอัตราการเสียชีวิตของเด็กแรกเกิดเพศชายเพิ่มขึ้น ข้อมูลเหล่านี้ทําให้คากุสรุปว่า เด็กหญิงชาวญี่ปุ่นต้อง “สังเวยชีวิตเพราะความเชื่อโชคลาง” ให้กับปีม้าไฟนั่นเอง

นักวิจัยชาวญี่ปุ่นชื่อ เคนจิ ฮิระ และทีมงานของเขาจากมหาวิทยาลัยเกียวโต ได้ประเมินความเสียหายทางการเงินที่เกิดจากความเชื่อเรื่องโชคลางอีกอย่างหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ก่อนปี 1873 นั้น ประเทศญี่ปุ่นใช้ปฏิทินจันทรคติแบบ 6 วัน แต่ละวันมีชื่อว่า เซนโช โทโมบิกิ เซน บุตสึเม็ตส์ ไทอัน และชัคกุ โดยวันไทอันเป็นวันมงคล ส่วนวันอัปมงคลคือวันบุตสึเม็ตสึ ซึ่งยึดถือมาจนทุกวันนี้ ด้วยเหตุนี้เองคนไข้จํานวนมากจึงอยากออกจากโรงพยาบาลในวันไทอัน จากการรวบรวมสถิติการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลตลอดระยะเวลา 3 ปีพบว่า คนไข้จํานวนมากจะยืดเวลาการรักษาออกไปเพื่อให้ได้ออกจากโรงพยาบาลในวันไทอัน นักวิจัยประเมินว่าพฤติกรรมเช่นนี้สร้างความเสียหายแก่ประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 14 ล้านปอนด์ต่อปี

ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะในประเทศไอร์แลนด์ก็มีความเชื่อว่า ถ้าคุณออกจากสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งในวันเสาร์ คุณจะจากไปได้ไม่นานนัก (ตามสํานวนที่ว่า “วันเสาร์จากไป ไม่นานก็กลับ”) ผลการวิเคราะห์บันทึกประจําตัวของหญิงตั้งครรภ์ชาวไอริช 77,000 รายตลอดระยะเวลา 4 ปีพบว่า คนไข้ออกจากโรงพยาบาลในวันเสาร์น้อยกว่าปกติ 35 เปอร์เซ็นต์ แต่ในวันศุกร์และวันอาทิตย์กลับเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ 23 เปอร์เซ็นต์และ 17 เปอร์เซ็นต์ตามลําดับ15

ข้อสรุปนั้นชัดเจนทีเดียว ความเชื่อโชคลางไม่ใช่แค่พิธีกรรมเล็กๆน้อยๆ และไร้พิษภัยอย่างการแตะแผ่นไม้หรือการไขว้นิ้วเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อราคาบ้าน จํานวนของผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตอันเนื่อง มาจากอุบัติเหตุบนท้องถนน อัตราการทําแท้ง สถิติการเสียชีวิตในแต่ละเดือน หรือแม้แต่ทําให้โรงพยาบาลต้องสูญเสียงบประมาณไม่น้อยไปกับการรักษาคนไข้ที่ไม่จําเป็น ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงอิทธิพลของความเชื่อโชคลางแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่นักวิจัยจํานวนมากจะพากันตรวจสอบว่าทําไมผู้คนมากมายถึง ปล่อยให้เรื่องไร้เหตุผลเข้ามาครอบงําความคิดและการกระทําของตัวเองมากมายขนาดนี้