ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาในห้องเชิญวิญญาณ

ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาในห้องเชิญวิญญาณ

การศึกษาที่น่าจดจําที่สุดของผมน่าจะเป็นการทดสอบบทบาทของการชี้นําภายในห้องเชิญวิญญาณ โดยมี แอนดี้ ในแมน นักแสดงและนักมายากลผู้ช่ำชองผู้ซึ่งช่วยคิดกลใหม่ๆให้แก่แดร์เรน บราวน์ นักมายากลทางโทรทัศน์ชาวอังกฤษผู้ประสบความสําเร็จอย่างสูงเข้าร่วมด้วย ufabet โดยการทดลองมึ่งไปที่หัวข้อเรื่องเทคนิคที่พวกร่างทรงใช้สร้างปรากฏการณ์ภูตผีจอมปลอมขึ้นมาในห้องเชิญวิญญาณสมัยศตวรรษที่ 19 เนื่องจากต้องการหาคําตอบว่าเทคนิคที่มีอายุเก่าแก่นับ 100 ปีจะยังใช้หลอกผู้ชมในยุคใหม่ได้หรือเปล่า

ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาในห้องเชิญวิญญาณ

แผนการทดลองนั้นเรียบง่ายมาก ทีมทดลองได้เชิญคนกลุ่มต่างๆเข้ามาในสถานที่ที่จําลองให้เป็นห้องเชิญวิญญาณสมัยวิกตอเรีย แล้วใช้สารพัดเทคนิคซึ่งรวมถึงการชี้นําเพื่อสร้างปรากฏการณ์ภูตผีแบบหลอกๆขึ้น มา จากนั้นก็ขอให้คนกลุ่มนั้นบอกว่าตัวเองเพิ่งเจอกับอะไรไปบ้างเพื่อให้สามารถประเมินได้ว่าพวกเขาถูกต้มตุ๋นหรือไม่

อันดับแรกคือต้องหาสถานที่ทดลองที่น่าขนลุกขนพองเสียก่อน ทีมทดลองจึงตัดสินใจใช้คุกใต้ดินสมัยวิกตอเรียบริเวณใจกลางกรุงลอนดอนซึ่งมีสภาพมืดทึบ ชื้นแฉะ และรกร้างแล้ว สถานที่แห่งนี้นับว่าเหมาะสมทีเดียว เจ้าของเรือนจําเอื้อเฟื้อให้พวกเราเช่าสถานที่ซึ่งไม่น่าอภิรมย์แห่งนี้เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อจัดการแสดงจอมปลอมคืนละ 2 รอบ แต่ละรอบจะมีผู้เข้าร่วมพิธีเชิญวิญญาณ 25 คน

เมื่อผู้เข้าร่วมการทดลองมาถึง ทางทีมทดลองก็ขอให้พวกเขากรอกแบบฟอร์มสั้นๆซึ่งถามว่าพวกเขาเชื่อในปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติหรือไม่ จากนั้นก็นําทั้งกลุ่มเดินไปตามทางเดินอันคดเคี้ยวในคุกใต้ดินพร้อมกับเล่าประวัติของห้องเชิญวิญญาณสมัยวิกตอเรียให้ฟังอย่างคร่าวๆ สุดท้ายก็พาพวกเขาเดินไปตามปล่องระบายอากาศแคบๆ เข้าสู่ห้องขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางเรือนจํา ถึงตอนนี้แอนดี้ก็ออกมาแนะนําตัวกับคนทั้งกลุ่มพร้อมอธิบายว่าเขาจะทําหน้าที่เป็นร่างทรงในค่ำคืนนี้ จากนั้นก็บอกให้ทุกคนเข้ามานั่งกับเขารอบโต๊ะตัวใหญ่ตรงกลางห้องท่ามกลางแสงสว่างจากเทียนไขเพียงเล่มเดียว

ตลอด 20 นาทีต่อมา แอนดี้เล่าเรื่องผีที่แต่งขึ้นมาให้คนทั้งกลุ่มฟังซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมนักร้องในยุควิกตอเรียชื่อ มารี แอมโบรส ซึ่งเป็นตัวละครที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง แอนดี้เล่าเรื่องตามบทที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดีโดยบอกว่ามารีเคยอาศัยอยู่ใกล้กับเรือนจําแห่งนี้ และมีคนเห็นวิญญาณของเธอในเรือนจําอยู่บ่อยๆ จากนั้นแอนดี้ก็ส่งสิ่งของต่างๆที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตของเธอให้คนทั้งกลุ่มได้ดู ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีมาราคา (Maraca) เครื่องดนตรีประเภทเคาะหรือเขย่าเพื่อให้จังหวะ มีลักษณะเป็นแท่งและตรงส่วนปลายเป็นลูกกลมๆคล้ายน้ำเต้า ภายในบรรจุเม็ดเล็กๆเพื่อให้เขย่าแล้วเกิดเสียง) กระดิ่งมือ และลูกตะกร้อหวาย ยูฟ่าเบท

แต่ความจริงแล้วสิ่งของเหล่านี้ถูกซื้อมาจากร้านขายของเก่าในละแวกนั้นไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยสิ่งของทั้งหมดและโต๊ะที่ทุกคนนั่งล้อมรอบจะมีสีสะท้อนแสงแต้มอยู่เป็นจุดเล็กๆเพื่อให้ทั้งกลุ่มสามารถมองเห็นได้ในความมืด แอนดี้วางสิ่งของลงบนโต๊ะแล้วขอให้ทุกคนจับมือกัน จากนั้นเขาก็ดับเทียน ทั้งห้องจึงตกอยู่ในความมืดมิดโดยฉับพลัน แต่พวกเขาสามารถมองเห็นสิ่งของบนโต๊ะได้เพราะสีที่สะท้อนแสงออกมาเล็กน้อย แอนดี้จึงค่อยๆเริ่มต้นพิธีเชิญวิญญาณของมารี แอมโบรส ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงๆ

ตอนแรกเขาบอกให้ทั้งกลุ่มเพ่งสมาธิไปที่ลูกตะกร้อหวาย หลังจากเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่นาที ลูกตะกร้อหวายก็ลอยสูงขึ้นหลายสิบเซนติเมตรและเคลื่อนที่ไปรอบๆห้องเชิญวิญญาณ จากนั้นก็ค่อยๆลอยกลับมาที่ โต๊ะ ต่อมาพวกเขาก็เพ่งสมาธิไปที่เครื่องดนตรีมาราคาซึ่งค่อยๆกลิ้ง ไปรอบโต๊ะ ปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนเกิดจากอํานาจของสิ่งลี้ลับเหล่านี้เป็นผลมาจากกลลวงแบบเดียวกับที่ร่างทรงจอมปลอมเคยใช้มาแล้วเมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และก็เห็นได้ชัดว่ามันยังคงมีอิทธิพลต่อผู้คนในยุคสมัยใหม่ เราได้บันทึกภาพการเชิญวิญญาณหลายครั้งด้วยกล้องอินฟราเรด และเทปที่เราบันทึกไว้ก็แสดงให้เห็นว่าบางคนถึงกับอ้าปากค้าง บ้างก็กรีดร้องและหลายคนตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางความมืดมิด

และแล้วก็มาถึงขั้นตอนสําคัญที่สุดของค่ำคืนนี้ซึ่งก็คือขั้นตอนของการชี้นํานั่นเอง แอนดี้ได้ขอให้มารีแสดงตัวออกมาด้วยการเคลื่อนโต๊ะตัวใหญ่ที่หนักอึ้ง ความจริงแล้วโต๊ะตัวนั้นหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม แต่แอนดี้ได้ชี้นําว่ามันกําลังลอยขึ้นด้วยการใช้คําพูดทํานองว่า “ดีมาก มารี” “ยกโต๊ะให้สูงขึ้นอีก” “ตอนนี้โต๊ะกําลังขยับแล้ว” จากนั้นแอนดี้ก็ปลดปล่อยวิญญาณของมารีซึ่งไม่มีอยู่จริงกลับคืนสู่ความว่างเปล่า และแล้วไฟก็สว่างขึ้น แอนดี้กล่าวขอบคุณทุกคนที่มาร่วมชมการแสดงในครั้งนี้

สองสัปดาห์ต่อมา หนูทดลองของเราก็ได้รับแบบสอบถามเกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขาจากการแสดงดังกล่าว อันดับแรกคือถามว่าพวกเขาคิดว่าเหตุการณ์ที่ได้พบเจอเป็นเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติจริงหรือไม่ ปรากฏว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของคนที่มีความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่แล้ว คิดว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากวิญญาณภูตผีจริงๆ แต่กลุ่มที่ไม่มีความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติมาก่อนกลับคิดว่าเป็นเช่นนั้นจริงประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นก็หันไปตรวจสอบว่าการชี้นําทํางานได้ผลหรือไม่ ปรากฏว่าผลที่ออกมาน่าตกใจมากเลยล่ะ เพราะมีคนประมาณ 1 ใน 3 ที่บอกว่าเห็นโต๊ะลอยขึ้นจริงๆ และก็เป็นอีกครั้งที่ความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติของผู้เข้าร่วมการทดลองมีบทบาทสําคัญโดยคนที่ไม่เชื่อเรื่องผีสางกว่าครึ่งยืนยันได้อย่างถูกต้องว่าโต๊ะไม่ได้ขยับ ส่วนคนที่เชื่อเรื่องผีสางกลับยืนยันเช่นนั้นเพียง 1 ใน 3

นอกจากนี้ แบบสอบถามของเรายังตั้งคําถามว่าพวกเขาเจอกับเหตุการณ์ประหลาดๆระหว่างการเชิญวิญญาณหรือเปล่า ดูเหมือนว่าบรรยากาศที่เราสร้างขึ้นจะทําให้ผู้คนพบเจอกับปรากฏการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวต่างๆ โดย 1 ใน 5 บอกว่ารู้สึกหนาวจนตัวสั่น สัมผัสถึงพลังบางอย่างที่อยู่รอบตัวได้ และรู้สึกว่ามีสิ่งลี้ลับสิงสถิตอยู่ในห้องนั้น

การที่ประเด็นที่เกิดขึ้นนับว่าชัดเจนทีเดียว การชี้นําสามารถหลอกลวงให้ผู้คนมากมายเจอกับสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เหมือนกับที่เคยหลอกลวงให้ผู้คนจําเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงในวัยเด็กได้มาแล้ว หลังจากการแสดงเชิญวิญญาณผ่านไปไม่กี่ปี ufabet ทีมทดลองก็จับมือกับบริษัทผลิตโทรทัศน์แห่งหนึ่งเพื่อสํารวจว่า เทคนิคแบบเดียวกันนี้สามารถทําให้ผู้คนหลงเชื่องมงายกับวัตถุสิ่งของสมัยใหม่ และถึงขั้นยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินที่หามาได้อย่างยากลําบากหรือไม่ โดยก่อนที่จะเริ่มต้นศึกษา ได้มีการแวะไปที่ร้านขายวัสดุก่อสร้างและซื้อของมาสองอย่าง ได้แก่ ห่วงร้อยผ้าม่านที่ทําจากทองเหลืองราคา 50 เพนนี และตัวดึงสายไฟที่ทําจากเหล็กชุบโครเมียมราคา 2 ปอนด์ ผู้จัดการของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในย่านเฮิร์ตฟอร์ดเชียร์ได้ เอื้อเฟื้อให้ทําการทดลองตรงกลางห้างเลยทีเดียว


การทดลองในช่วงแรกถูกออกแบบมาเพื่อสร้างค่ามาตรฐานเสียก่อน โดยเริ่มจากเดินเข้าไปหาผู้คนที่เดินผ่านไปมา ขอให้พวกเขาถือห่วงร้อยผ้าม่านหรือตัวดึงสายไฟไว้ในมือ แล้วให้บอกว่าพวกเขารู้สึกประหลาดๆบ้างหรือเปล่า ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่ไม่มีใครรู้สึกอะไร จากนั้นก็ถึงเวลาของการชี้นําแล้วล่ะ

ทีมทดลองบอกคนกลุ่มใหม่ที่เดินผ่านไปมาว่าผมเป็นนักจิตวิทยา โดยได้ออกแบบสิ่งของสองชิ้นเพื่อช่วยให้คนเราเกิดความรู้สึกพิเศษบางอย่างขึ้นมาและก็ออกมาทดสอบนอกสถานที่ เมื่อผู้คนถือของทั้งสองชิ้นเอาไว้ในมือ คราวนี้ปฏิกิริยาตอบสนองเริ่มต่างไปจากเดิม ก่อนหน้านี้ทางทีมไม่พบอะไรเลยนอกจากสีหน้าว่างเปล่า แต่ตอนนี้การชี้นําเริ่มมีอิทธิพลต่อความคิดของพวกเขาแล้ว ผู้คนเริ่มบอกว่ารู้สึกแปลกๆ บ้างก็ว่ามันทําให้รู้สึกผ่อนคลาย บ้างก็บอกว่าทําให้รู้สึกซาบซ่านเล็กน้อย หลายคนรู้สึกกับของชิ้นหนึ่งแต่ไม่รู้สึกกับของอีกชิ้น และพวกเขาก็อยากรู้ว่าของทั้งสองชิ้นแตกต่างกันอย่างไร เมื่อถามว่าพวกเขาพร้อมจะจ่ายเงินเท่าไหร่ให้กับของทั้งสองชิ้นนี้ ปรากฏว่าพวกเขาประเมินราคาไว้ที่ 5-8 ปอนด์

จนถึงตอนนี้ก็ยังคงเป็นเพียงแค่ชี้นําด้วยคําพูดเท่านั้น ที่นี้ก็ถึงเวลาสอดแทรกองค์ประกอบที่เห็นได้ด้วยตาเข้าไปเพิ่มเติม ทางทีมทดลองจึงให้สมาชิกสวมเสื้อคลุมสีขาวสําหรับใช้ในห้องทดลอง และซื้อกล่องราคาถูกสองกล่องสําหรับใส่ห่วงร้อยผ้าม่านและตัวดึงสายไฟ จากนั้นก็ตรงเข้าไปสอบถามผู้คนที่เดินผ่านไปมาและพวกเขาก็ยินดีจะให้ความร่วมมือเช่นเดิม คราวนี้ปฏิกิริยาตอบสนองเป็นไปอย่างรุนแรงเลยล่ะ บางคนบอกว่าห่วงร้อยผ้าม่านทําให้พวกเขารู้สึกเคลิบเคลิ้ม อีกคนหนึ่งบอกว่าตัวดึงสายไฟทําให้เขารู้สึกเหมือนมือของตัวเองกลายเป็นแม่เหล็กและกําลังดึงดูดเข้าหากัน อีกคนหนึ่งบอกว่าเธอรู้สึกราวกับกระแสไฟฟ้าไหลผ่านมาที่มือ นี่เป็นตัวอย่างอันน่าทึ่งของการชี้นําอย่างง่ายๆที่สามารถทําให้คนหัวอ่อนยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้า แล้วผู้คนพร้อมจะจ่ายเงินเท่าไหร่ให้กับห่วงร้อยผ้าม่านราคา 50 เพนนีกับตัวดึงสายไฟราคา 2 ปอนด์กันล่ะ

พวกเขาพร้อมจะควักกระเป๋ากันราวๆ 15-25 ปอนด์เลยทีเดียว