“ไม่ต้องห่วง เจ้าหนู เราจะดิ่งลงไปด้วยกัน” การโกหกหลอกลวงในชีวิตประจําวัน

“ไม่ต้องห่วง เจ้าหนู เราจะดิ่งลงไปด้วยกัน” การโกหกหลอกลวงในชีวิตประจําวัน

ถ้าว่าด้วยเรื่องของการโกหกหลอกลวงในชีวิตประจําวันแล้ว ภาษาที่ใช้โกหกกับรอยยิ้มแบบเสแสร้งก็เป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น! ufabet

“ไม่ต้องห่วง เจ้าหนู เราจะดิ่งลงไปด้วยกัน” การโกหกหลอกลวงในชีวิตประจําวัน

ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1970 บรรดานักจิตวิทยาให้ความสนใจกับการปั้นแต่งความทรงจํากันอย่างจริงจัง โดยในการทดลองคลาสสิกของนักจิตวิทยาชื่อ เอลิซาเบธ ลอฟตัส และเพื่อนร่วมงานของเธอนั้น ผู้เข้าร่วมการทดลองจะได้ชมภาพสไลด์ของอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทุกคนจะได้เห็นรถดัทสันสีแดงแล่นไปตามถนนและหักเลี้ยวตรงสี่แยก จากนั้นก็ชนเข้ากับคนเดินถนนคนหนึ่ง ยูฟ่าเบท หลังจากชมภาพสไลด์แล้ว ผู้เข้าร่วมการทดลองก็จะได้รับข้อมูลเท็จในแบบที่แยบยลมาก เพราะอันที่จริงในภาพสไลด์มีป้ายหยุดอยู่ตรงสี่แยก แต่ผู้ดําเนินการทดลองต้องการชี้นําผู้เข้าร่วมการทดลองให้คิดว่าพวกเขาได้เห็นป้ายอื่นที่แตกต่างออกไป จึงขอให้พวกเขาบอกสีของรถที่แล่นผ่านป้ายให้ทาง ต่อมาผู้เข้าร่วมการทดลองก็จะได้ชมภาพสไลด์ตรงสี่แยกที่มีป้ายหยุดและภาพสไลด์ที่มีป้ายให้ทางแล้วให้บอกว่าภาพไหนที่พวกเขาเห็นไปในตอนแรก ปรากฏว่าคนส่วนใหญ่มั่นใจว่าตัวเองเห็นป้ายให้ทาง การศึกษาครั้งนี้จุดประกายให้เกิดการทดลองที่คล้ายคลึงกันตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทําให้ผู้คนจําค้อนเป็นไขควง จํานิตยสารโว้กเป็นนิตยสารแอล จําผู้ชายใบหน้าเกลี้ยงเกลาเป็นผู้ชายไว้เครา หรือจํามิกกี้ เมาส์ เป็นมินนี่ เมาส์ ก็ตาม

งานวิจัยที่เกิดขึ้นตามมาเผยให้เห็นว่า แนวคิดดังกล่าวยังสามารถหลอกลวงผู้คนให้จําเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงได้อีกด้วย การศึกษาเมื่อไม่นานมานี้โดยคิมเบอร์ลีย์ เวด จากมหาวิทยาลัยวิกตอเรียแห่งเวลลิงตันและเพื่อนร่วมงานได้แสดงให้เห็นถึงพลังของปรากฏการณ์นี้ โดยเวดได้ขอให้อาสาสมัคร 20 คนชักชวนสมาชิกในครอบครัวหนึ่งคนเข้าร่วมในการทดลองที่อ้างว่ามีเป้าหมายเพื่อศึกษาสาเหตุที่คนเราสามารถระลึกถึงเหตุการณ์ในวัยเด็กได้ นอกจากนี้ ผู้ดําเนินการทดลองยังขอให้อาสาสมัครแอบเอาภาพถ่ายสมัยเด็กของสมาชิกในครอบครัวคนนั้นมาด้วย จากนั้นผู้ดําเนินการทดลองก็นําภาพดังกล่าวไปตัดต่อเป็นภาพถ่าย ประสบการณ์ในวัยเด็กตอนอยู่บนบอลลูน สุดท้ายผู้ดําเนินการทดลองก็ขอให้อาสาสมัครเอาภาพถ่ายเหตุการณ์ในวัยเด็กมาให้อีก 3 ภาพ เช่น งานเลี้ยงวันเกิด การไปเที่ยวทะเล หรือการไปเที่ยวสวนสัตว์

ผู้เข้าร่วมการทดลองถูกสัมภาษณ์ 3 ครั้งตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ ในการสัมภาษณ์แต่ละครั้ง พวกเขาจะได้ดูภาพจริง 3 ภาพและภาพตัดต่อ 1 ภาพ จากนั้นผู้ดําเนินการทดลองก็จะขอให้พวกเขาบรรยายประสบการณ์จากแต่ละภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ปรากฏว่าในการสัมภาษณ์ครั้งแรกนั้น แทบทุกคนสามารถจํารายละเอียดของเหตุการณ์จริงได้ แต่มีประมาณ 1 ใน 3 ที่บอกว่าตัวเองสามารถจําประสบการณ์ตอนขึ้นบอลลูนได้ ทั้งๆที่เหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง บางคนถึงขั้นแจกแจงรายละเอียดออกมาถี่ยิบ ผู้ดําเนินการทดลองจึงขอให้ทุกคนกลับบ้านและทบทวนประสบการณ์เหล่านี้ให้มากขึ้น

พอถึงการสัมภาษณ์ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ปรากฏว่าผู้เข้าร่วมการทดลองครึ่งหนึ่งสามารถจําการขึ้นบอลลูนซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจริงได้ และหลายคนก็แจกแจงรายละเอียดของเหตุการณ์ได้พอสมควร ผู้เข้าร่วมการทดลองคนหนึ่งซึ่งเคยระบุไว้อย่างถูกต้องในการสัมภาษณ์ครั้งแรกว่าตัวเองไม่เคยขึ้นบอลลูนมาก่อน กลับลงเอยด้วยการบรรยายถึงเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงไว้ดังนี้

ผมค่อนข้างมั่นใจว่าน่าจะเป็นตอนเรียนอยู่ชั้นเกรดหนึ่งในโรงเรียนแถวบ้าน…คุณต้องจ่ายเงินราวๆ 10 ดอลลาร์ถึงจะได้ 2 ขึ้นบอลลูน มันลอยสูงขึ้นไปประมาณ 20 เมตร วันนั้นน่าจะเป็น… เป็นวันเสาร์ครับ ถ้าจําไม่ผิดแม่ของผมเป็นคนถ่ายรูปให้

ผลงานของเวดเป็นเพียงแค่หนึ่งในการทดลองจํานวนมากที่แสดงให้เห็นว่า คนเราอาจถูกปั่นหัวให้จําเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงได้ โดยในการทดลองอีกครั้งหนึ่งนั้น ผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มหนึ่งถูกโน้มน้าวให้แจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับประสบการณ์ตอนไปเที่ยวสวนสนุกดิสนีย์แลนด์สมัยยังเด็กและได้เจอกับคนที่แต่งตัวเป็นตัวการ์ตูนบักส์ บันนี่ (ซึ่งไม่ใช่ตัวการ์ตูนของดิสนีย์ จึงไม่มีทางปรากฏตัวอยู่ในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ได้)

นอกจากนี้ ยังมีอีกการทดลองหนึ่งที่สอบถามพ่อแม่ของผู้เข้าร่วมการทดลองว่าลูกของพวกเขาเคยหลงทางในศูนย์การค้าสมัยยังเด็กหรือไม่ หลังจากได้ผู้เข้าร่วมการทดลองที่ไม่เคยประสบกับเหตุการณ์ดังกล่าวเลย ผู้ดําเนินการทดลองก็สามารถโน้มน้าวให้คนส่วนใหญ่เล่ารายละเอียดของประสบการณ์อันแสนชอกช้ำแต่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงๆได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการทดลองอีกหลายๆครั้งที่โน้มน้าวให้ผู้คนเชื่อว่าตัวเองเคยนอนค้างคืนเพื่อรักษาตัวในโรงพยาบาลเพราะไข้ขึ้นเนื่องจากการติดเชื้อที่หู เผลอทําน้ำผลไม้หกใส่พ่อแม่ของเจ้าสาวในพิธีแต่งงาน วิ่งหนีออกจากร้านขายของชําเพราะระบบพ่นน้ำดับเพลิงเริ่มทํางาน และทําให้รถไหลไปชนรถอีกคันหนึ่งเพราะดันไปปลดเบรกมือ

การศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความทรงจําของเรานั้นสามารถปั้นแต่งได้อย่างเหลือเชื่อ เมื่อผู้มีอํานาจชี้นําว่าเราเคยผ่านเหตุการณ์หนึ่งมาก่อน คนส่วนใหญ่ก็รู้สึกลําบากใจที่จะปฏิเสธและเริ่มเติมเต็มช่องว่างนั้นด้วยจินตนาการของตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไป การแยกแยะความจริงออกจากเรื่องที่แต่งขึ้นก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย เราจึงเริ่มเชื่อเรื่องโกหกนั้นไปโดยปริยาย ufabet นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ทรงพลังมากจนบางครั้งก็ไม่จําเป็นต้องอาศัยการชี้นําจากผู้มีอํานาจแต่อย่างใด เพราะคนเราสามารถหลอกตัวเองได้อย่างแนบเนียนทีเดียว

ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในเดือนธันวาคมปี 1983 ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ตัดสินใจเล่าเรื่องราวที่อ้างว่าเกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาเคยพูดถึงมาแล้วหลายครั้ง

เรแกนเล่าถึงตอนที่เครื่องบินทิ้งระเบิดบี-17 ลําหนึ่งค่อยๆดิ่งลงบริเวณช่องแคบอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเพราะได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยป้อมปืนใต้เครื่องถูกยิงส่งผลให้พลปืนกลที่อยู่ข้างในได้รับบาดเจ็บและทําให้ประตูติดขัดจนเปิดออกมาไม่ได้ เครื่องบินเริ่มสูญเสียการควบคุม ผู้บังคับบัญชาจึงสั่งให้คนของเขาสละเครื่องและกระโดดร่มหนี ส่วนพลปืนกลคนนั้นยังติดอยู่ข้างในและรู้ดีว่าจะต้องตกลงไปตายพร้อมกับเครื่อง ทหารคนสุดท้ายที่กระโดดลงมาจากเครื่องบินเล่าว่าเขาเห็นผู้บัญชาการนั่งอยู่ข้างป้อมปืน พร้อมบอกกับพลปืนกลซึ่งกําลังตื่นกลัวว่า “ไม่ต้องห่วงเจ้าหนู เราจะดิ่งลงไปด้วยกัน”

เรแกนเล่าต่อว่า การกระทําที่กล้าหาญอย่างเหลือเชื่อส่งผลให้ผู้บัญชาการคนนั้นได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติแห่งสภาคองเกรสหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว พร้อมจบสุนทรพจน์ที่สะกดอารมณ์ผู้ฟังด้วยการบอกว่า สหรัฐอเมริกาคิดถูกที่มอบรางวัลเกียรติยศสูงสุด “ให้แก่ชายผู้ยอมเสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อปลอบโยนเด็กคนหนึ่งที่กําลังจะตาย”

นี่เป็นเรื่องราวที่สุดยอดมากๆ แต่เสียอย่างเดียวที่มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง เพราะหลังจากที่นักข่าวได้ตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติแห่งสภาคองเกรสในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองทั้งหมด 434 คนแล้ว กลับไม่พบกรณีใดที่ใกล้เคียงกับเรื่องราวในสุนทรพจน์ดังกล่าวเลย สุดท้ายก็มีคนออกมาตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องนี้คล้ายคลึงกับฉากหนึ่งในภาพยนตร์สงครามยอดนิยมเรื่อง Wing and a Prayer ซึ่งเป็นฉากที่ผู้ควบคุมวิทยุ แจ้งนักบินว่าเครื่องบินได้รับความเสียหายอย่างหนัก ส่วนเขาก็ได้รับบาดเจ็บและขยับตัวไม่ได้ นักบินคนนั้นจึงตอบว่า “ผมอยู่ในระดับความสูงไม่พอ ไมค์ เราจะดิ่งลงไปด้วยกัน”

พลังของการชี้นําไม่ได้ทําให้ผู้นําระดับโลกคิดว่าเรื่องที่แต่งขึ้นเป็นเรื่องจริงเท่านั้น เพราะนักต้มตุ๋นมืออาชีพยังนําไปใช้ปั่นหัวผู้คนให้เชื่อว่าตัวเองได้เจอกับสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้มาแล้วด้วย

จดจําสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้

นักมายากลถือได้ว่าเป็นนักต้มตุ้นผู้ซื่อสัตย์ พวกเขาไม่เหมือนคนโกหกส่วนใหญ่ตรงที่พวกเขาเปิดเผยความจริงว่าตัวเองกําลังหลอกลวงอยู่ แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น นักมายากลก็ต้องโน้มน้าวให้ผู้ชมเชื่อว่าสิ่งของจะ หายวับไปในอากาศ ผู้หญิงจะถูกผ่ากลางลําตัวออกเป็นสองท่อน และสามารถทํานายอนาคตได้อย่างแม่นยําจนน่าขนลุก

ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา นักจิตวิทยาจํานวนหนึ่งได้ทําการสํารวจ ตรวจสอบปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาอันลึกลับที่นักมายากลใช้หลอกผู้ชม โดยในช่วงทศวรรษที่ 1890 นั้น นักจิตวิทยาชาวอเมริกันชื่อ โจเซฟ แจสโทรว์ ได้ร่วมมือกับนักมายากลชื่อก้องโลกสองคนเพื่อหาคําตอบว่ามือของคนเราจะไวกว่าสายตาได้จริงหรือไม่ แจสโทรว์นั้นถือว่าเป็นวีรบุรุษทางด้านวิชาการเลยทีเดียว เขาเป็นคนที่มีบุคลิกอันน่าทึ่งและลงมือศึกษาในเรื่องแปลกๆมากมายซึ่งรวมถึงการทดลองเรื่องการรับรู้ในระดับจิตใต้สํานึกเป็นครั้งแรกๆของโลก การวิเคราะห์ความฝันของคนตาบอด และการเสาะหาปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังการเล่นผีถ้วยแก้ว แต่โชคร้ายที่แจสโทรว์ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โดยหนังสือพิมพ์ในชิคาโกรายงานข่าวตอนที่เขาเริ่มมีอาการป่วยพร้อมกับพาดหัวข่าวว่า “นักจิตวิทยาชื่อดังเป็นโรคจิตเสียเอง”

แจสโทรว์พยายามตรวจสอบปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาของมายากลด้วยการร่วมมือกับนักมายากลสองคนคือ อเล็กซานเดอร์ เฮอร์มานน์ และแฮร์รี เคลลาร์ 3 ซึ่งอยู่ในกลุ่มนักมายากลชื่อดังที่สุดของยุคนั้น พวกเขาเป็นคู่แข่งที่ทํานั่นกันอย่างดุเดือดตลอดชีวิตการทํางาน ถ้าคนหนึ่งทําให้ลาหายตัวไปได้ อีกคนหนึ่งก็จะทําให้ช้างหายวับไป ถ้าคนหนึ่งทําให้ผู้หญิงลอยตัวอยู่บนเวทีได้ อีกคนหนึ่งก็จะทําให้ผู้ช่วยของตัวเองลอยสูงกว่านั้น 1 เมตร ถ้าคนหนึ่งคลี่ไพ่เป็นรูปพัดออกมาจากความว่างเปล่า อีกคนหนึ่งก็จะเล่นกลแบบเดียวกันโดยเอาผ้าปิดตาไว้ แจสโทรว์ได้เชิญนักมายากลผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองคนมาที่ห้องทดลองของเขาในมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน และให้พวกเขาเข้าร่วมในการทดสอบต่างๆเพื่อประเมินระยะเวลาที่ใช้ในการตอบสนอง ความเร็วในการเคลื่อนไหว และความแม่นยําของการใช้นิ้ว ผลการทดสอบของแจสโทรว์แทบไม่พบอะไรเหนือธรรมดาเลย

อย่างไรก็ตาม แจสโทรว์ได้แสดงให้เห็นอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ถึงสิ่งที่นักมายากลส่วนใหญ่รู้กันอยู่แล้ว นั่นคือมายากลแทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเลย นักมายากลใช้อาวุธทางจิตวิทยาหลายอย่างเพื่อตบตาผู้ชม และการชี้นําก็เข้ามามีบทบาทสําคัญในกระบวนการนี้ นักมายากลต้องเข้ามาควบคุมการรับรู้ของผู้ชมแบบเดียวกับที่ทําให้ผู้คนเชื่อว่าตัวเองเคยขึ้นบอลลูนหรือเคยหลงทางในศูนย์การค้า ทั้งๆที่ความจริงแล้วพวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนั้นมาก่อนแต่อย่างใด

เราสามารถเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจนในห้องปฏิบัติการ เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการทดลองอันเรียบง่ายเพื่อศึกษาอํานาจของจิตที่อยู่เหนือวัตถุฯ โดยให้นักศึกษากลุ่มหนึ่งดูวิดีโอที่แสดงภาพของนักมายากลใช้พลังจิตเพื่องอกุญแจโลหะ จากนั้นเขาก็วางกุญแจลงบนโต๊ะและก้าวถอยหลังออกมาพร้อมกับพูดว่า “ดูสิครับ น่าทึ่งใช่มั้ย กุญแจดอกนี้ยังโค้งงอต่อไปอีกครับ” หลังจากนั้น นักศึกษาทุกคนก็จะถูกสัมภาษณ์เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาเพิ่งได้รับชมไป ปรากฏว่านักศึกษากว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่าตัวเองเห็นกุญแจยังโค้งงอต่อไปขณะที่วางอยู่บนโต๊ะ และไม่รู้เลยว่านักมายากลทําอย่างไรถึงสามารถเล่นกลที่น่าประทับใจนี้ได้ นี่เป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมที่แสดงให้เห็นว่านักต้มตุ๋นมือฉมังสามารถใช้ประสบการณ์อันยาวนานเข้ามาชี้นําอย่างมั่นใจ จนทําให้ผู้คนเชื่อว่าตัวเองได้เห็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า