รอยยิ้มแบบเสแสร้ง vs รอยยิ้มแบบจริงใจ

รอยยิ้มแบบเสแสร้ง vs รอยยิ้มแบบจริงใจ

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 บรรดานักวิจัยต่างสนใจกันว่าจะนํากระแสไฟฟ้าไปใช้ทําความเข้าใจเรื่องกายวิภาคและสรีรศาสตร์ให้ถ่องแท้ได้ ยูฟ่าเบท

อย่างไรก็ตาม การศึกษาบางส่วนจะใช้ไฟฟ้ากระตุ้นศพที่เพิ่งเสียชีวิตใหม่ๆซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสยดสยองและมักทํากันในที่สาธารณะ ผู้สนับสนุนเทคนิคดังกล่าวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดน่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ จิโอวานนี้ อัลดินี อัลดินีนั้นมีความเชี่ยวชาญในการทําให้พวกฆาตกรฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง หนึ่งในผลงานที่โด่งดังที่สุดของเขาคือตอนที่อัลดินี่เดินทางไปยังกรุงลอนดอนเพื่อทําให้ฆาตกรชื่อ จอร์จ ฟอสเตอร์ ฟื้นคืนชีพขึ้นมา ฟอสเตอร์ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆ่าภรรยาและลูกด้วยการจับถ่วงน้ำในคลอง และถูกพิพากษาแขวนคอในวันที่ 18 มกราคม 1803 หลังจากที่ฟอสเตอร์เสียชีวิตได้ไม่นาน ศพของเขาก็ถูกเคลื่อนย้ายไปยังบ้านหลังที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อให้อัลดินีใช้ไฟฟ้าในระดับต่างๆช็อตใส่ศพต่อหน้าบรรดานักวิทยาศาสตร์ชื่อดังชาวอังกฤษ โดยรายงานการพิจารณาคดีของศาลระบุผลการทดลองไว้ดังนี้

ในการป้อนกระแสไฟฟ้าครั้งแรกเข้าสู่ใบหน้านั้น ปรากฏว่าขากรรไกรของอาชญากรผู้ล่วงลับเริ่มสั่น กล้ามเนื้อที่อยู่ติดกันบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัวและตาข้างหนึ่งของศพก็เบิกโพลง ส่วนในการป้อนกระแสไฟฟ้าครั้งที่สอง มือขวาของศพชูขึ้นและกําแน่น ส่วนขาและต้นขาก็เริ่มขยับเขยื้อน ผู้อยู่ในเหตุการณ์บางส่วนซึ่งไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวมาก่อนรู้สึกราวกับว่าฆาตกรโฉดกําลังจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง

คําอธิบายในส่วนต่อมาหักล้างความเป็นไปได้ที่ฟอสเตอร์จะฟื้นคืนชีพขึ้นมา เพราะในช่วงที่มีการแขวนคอนั้นเอง เพื่อนของเขาหลายคนซึ่งอยู่ตรงตะแลงแกงช่วยกันดึงขาของเขาอย่างรุนแรงเพื่อให้ช่วงเวลาแห่งความทรมานสิ้นสุดลงเร็วขึ้น พร้อมชี้ว่าถ้าการทดลองของอัลดินี่ทําให้ฟอสเตอร์กลับมามีชีวิตจริงๆ เขาก็ต้องถูกแขวนคอซ้ำสองอยู่ดี เนื่องจากกฎหมายระบุว่าอาชญากรประเภทนี้จะต้อง “ถูกแขวนคอจนกว่าจะตาย”


รายงานการพิจารณาคดีของศาลยังได้กล่าวถึงผู้ยืนดูเหตุการณ์คนหนึ่งชื่อ พาสส์ ซึ่งเป็นนักการของสมาคมศัลยแพทย์ (Surgeons’ Company) การทดลองครั้งนี้ทําให้เขาตกใจจนเสียชีวิตเพราะความหวาดกลัวหลังจาก กลับถึงบ้านได้ไม่นาน ส่งผลให้ฟอสเตอร์กลายเป็นหนึ่งในฆาตกรเพียงไม่กี่คนที่สังหารเหยื่อได้อีกรายหลังจากตัวเองเสียชีวิตไปแล้ว

อัลดินีไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์เพียงคนเดียวที่ทดลองใช้ไฟฟ้าในการกระตุ้นกล้ามเนื้อของศพ เพราะอีกไม่กี่ปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์ชาวสก็อตกลุ่มหนึ่งก็ทําการทดลองคล้ายๆกันกับฆาตกรอีกคน ผลจากการช็อตทําให้ใบหน้าของฆาตกรบิดเบี้ยวจนดูคล้าย “ท่าทางหวาดกลัว” และทําให้นิ้วมือของเขาดูราวกับ “กําลังชี้ไปยังผู้อยู่ในเหตุการณ์หลายคน” ยูฟ่าเบท นี่เป็นอีกครั้งที่ผลการทดลองทําให้ผู้อยู่ในเหตุการณ์ตกใจมากจนชายคนหนึ่งถึงกับเป็นลม และหลายคนต้องออกจากห้องเพราะรู้สึกสะอิดสะเอียนจนทนไม่ได้

นอกจากจะวางรากฐานให้กับการศึกษาผลกระทบของการกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าในทางการแพทย์แล้ว งานวิจัยชิ้นนี้ยังสร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อวัฒนธรรมร่วมสมัยอีกด้วย เพราะการใช้ไฟฟ้าช็อตให้คนตายฟื้นคืนชีพเป็นแรงบันดาลใจให้แมรี เชลลีย์ สร้างตัวละครแฟรงเกนสไตน์ขึ้นมา ส่วนคําว่า “Corpsing” ซึ่งใช้ในหมู่นักแสดงเวลาที่พวกเขาหลุดหัวเราะออกมาตอนเล่นบทจริงจัง ก็มีต้นกําเนิดมาจากรอยยิ้มอันผิดที่ผิดทางบนใบหน้าที่ไร้วิญญาณนั้นเอง

ผลงานของอัลดินียังสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ กีโยม ดูเชนน์ เดอ บูล็อญ ซึ่งพัฒนาระบบที่ซับซ้อนมากขึ้นเพื่อตรวจสอบว่ากล้ามเนื้อส่วนไหนที่ใช้ในการแสดงสีหน้าแบบต่างๆ แต่แทนที่จะทดลองกับฆาตกรที่เพิ่งถูกประหารชีวิตใหม่ๆ ดูเชนน์กลับตัดสินใจใช้แนวทางที่มีอารยะกว่านั้น โดยถ่ายภาพของคนที่ยังมีชีวิตขณะกําลังได้รับกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ใบหน้าโดยตรง หลังจากพยายามพลิกแผ่นดินเสาะหา เขาก็พบผู้ชายคนหนึ่งที่ยินดีเข้าร่วมในการทดลอง ซึ่งต้องมีการช็อตไฟฟ้าที่ใบหน้าอย่างต่อเนื่องและได้รับความเจ็บปวดพอสมควร ในหนังสือของดูเชนน์เรื่อง The Mechanism of Human Facial Expression ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1862 นั้น เขาได้บรรยายรูปพรรณสัณฐานของหนูทดลองไว้โดยปราศจากการเยินยอแต่อย่างใด

บุคคลที่ถูกเลือกให้มาเข้าร่วมในการทดลองนี้เป็นชายชราที่ไม่มีฟันแม้แต่ซีเดียว เขามีใบหน้าผอมเรียว องค์ประกอบของใบหน้าไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่ก็ไม่ถึงกับอัปลักษณ์สุดขีด การแสดงออกทางสีหน้าของเขาช่างสอดคล้องกับบุคลิกอันไม่มีพิษมีภัยและสติปัญญาที่มีอยู่อย่างจํากัด

นอกจากนี้ ชายคนดังกล่าวยังมีคุณสมบัติอีกอย่างที่เอื้อต่อการทดลอง นั่นคือใบหน้าอันเฉยเมยไร้ความรู้สึก ส่งผลให้ดูเชนน์สามารถ “กระตุ้นกล้ามเนื้อแต่ละส่วนได้อย่างเที่ยงตรงและแม่นยําราวกับว่ากําลังทดลองกับศพที่ยังตอบสนองต่อการกระตุ้นได้เป็นอย่างดี

รอยยิ้มแบบเสแสร้ง vs รอยยิ้มแบบจริงใจ

หลังจากลงมือถ่ายภาพไปนับร้อยๆภาพแล้ว ดูเชนน์ก็ค้นพบความลับของรอยยิ้มแบบเสแสร้งเมื่อกระแสไฟฟ้าถูกส่งเข้าไปที่แก้ม กล้ามเนื้อมัดใหญ่บริเวณทั้ง 2 ฝั่งของปาก ซึ่งเรียกว่า ไซโกเมติก เม เจอร์ (zygomatic major) จะรั้งริมฝีปากขึ้นจนเกิดรอยยิ้ม จากนั้นดูเชนน์ก็เปรียบเทียบรอยยิ้มดังกล่าวกับรอยยิ้มที่เกิดขึ้นเมื่อเขาเล่าเรื่องตลกให้ผู้เข้าร่วมการทดลองที่มีใบหน้าผอมเรียวฟัง

ปรากฏว่ารอยยิ้มแบบจริงใจไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อไซโกเมติก เมเจอร์ เพียงส่วนเดียว แต่ยังใช้กล้ามเนื้อออร์บิคิวลาริส ออคิวไล (orbicularis oculi) ซึ่งอยู่รอบดวงตาทั้งสองข้างอีกด้วย เมื่อคนเราส่งยิ้มอย่างจริงใจ กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวจะหดตัวจนถึงคิ้วให้ต่ำลงมาและดึงแก้มให้สูงขึ้น ก่อให้เกิดรอยย่นเล็กๆบริเวณหางตา ดูเชนน์ค้นพบว่าการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณดวงตาอยู่นอกเหนือการควบคุม “โดยจะหดตัวก็ต่อเมื่อเกิดความรู้สึกหวานชื่นในจิตใจเท่านั้น”

ผลการศึกษาของดูเชนน์ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยในยุคหลังๆ อีกทั้งภาพถ่ายรอยยิ้มแบบจริงใจและรอยยิ้มแบบเสแสร้งในศตวรรษที่ 21 ของเราก็แสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์แบบเดียวกัน เมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยได้ขนานนามรอยยิ้มดังกล่าวว่า “รอยยิ้มแบบแพน อเมริกัน” โดยตั้งชื่อตามพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินแพน อเมริกัน ซึ่งปิดกิจการไปแล้ว เพราะพนักงานเหล่านั้นมักจะปั้นยิ้มแบบเสแสร้งให้ผู้โดยสาร

ส่วนภาพของรอยยิ้มแบบจริงใจจะเกี่ยวข้องกับการทํางานของกล้ามเนื้อไซโกเมติก เมเจอร์ และกล้ามเนื้อออร์บิคิวลาริส ออคิวไล บริเวณรอบดวงตา แก้มที่ถูกดึงขึ้นไปทําให้เกิดเส้นโค้งที่เด่นชัดบริเวณข้างจมูก รวมทั้งที่ใต้ดวงตาและหางตาทั้งสองข้างด้วย นอกจากนี้ คิ้วและผิวหนังที่อยู่ใต้คิ้วยังเคลื่อนต่ำลงมาใกล้กับดวงตา ทําให้พื้นที่บริเวณนั้นแคบลงและก่อให้เกิด “ถุง” ตรงเหนือดวงตา ความเปลี่ยนแปลงที่ดูผิวเผินนี้สามารถมองเห็นได้ง่ายขึ้นในภาพขยายในหน้าถัดไป

ผู้คนนับร้อยๆมาเยี่ยมชมห้องแสดงภาพศิลปะดะนี่ดินในช่วงเทศกาลดังกล่าวและยินดีที่จะเข้าร่วมในการทดลองครั้งนี้ โดยพวกเขาจะได้รับแบบสอบถามและได้ดูภาพถ่ายที่ละคู่ จากนั้นให้บอกว่าภาพไหนแสดงรอยยิ้มแบบจริงใจ ufabet ผลการทดลองพบว่าผู้คนจํานวนมากไม่สามารถแยกรอยยิ้มแบบเสแสร้งออกจากรอยยิ้มแบบจริงใจได้ แม้แต่พวกที่คิดว่าตัวเองมีความรู้สึกไวต่ออารมณ์ของคนอื่นก็ยังทําคะแนนได้ดีกว่าการโยนเหรียญเสี่ยงทายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถ้าพวกเขาได้รู้มาก่อนว่าต้องมองหาอะไร เงื่อนงําก็จะปรากฏอยู่ใกล้เคียงปลายจมูกของพวกเขานั่นเอง

ผู้คนที่เข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ได้เก่งเรื่องการมองหารอยยิ้มแบบจริงใจเลย อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการแยกแยะรอยยิ้มทั้งสองแบบโดยใช้ระบบที่ดูเชนน์พัฒนาขึ้นมา ส่งผลให้บรรดานัก จิตวิทยาเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์ความรู้สึกกับชีวิตประจําวันอย่างถ่องแท้ จนถึงขั้นเริ่มศึกษาวิจัยว่าเบาะแสเล็กๆน้อยๆที่แฝงอยู่ในพฤติกรรมในช่วงต้นๆของชีวิตสามารถทํานายความสําเร็จและความสุขในระยะยาวของคนเราได้อย่างไร

การศึกษาที่ฉายภาพแนวคิดนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมคือผลงานวิจัยของเดโบราห์ แดนเนอร์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเคนทักกี้ ซึ่งทําการศึกษากับแม่ชี 200 คน โดยก่อนที่แม่ชีจะเข้าร่วมสํานักนางชีที่ชื่อคณะภคินีแห่งมหาวิหารนอเทรอดาม พวกเธอจะต้องเขียนอัตชีวประวัติเพื่อเล่าถึงชีวิตของตัวเองเสียก่อน ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 แดนเนอร์จึงได้วิเคราะห์อัตชีวประวัติของแม่ชี 180 คนซึ่งมาเข้าสังกัดคณะภคินีดังกล่าวในช่วงกลางทศวรรษที่ 1970 แล้วนับความถี่ของคําที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกในแง่บวก เช่น “ยินดี” “รัก” และ “พอใจ” ปรากฏว่าแม่ชีที่ใช้คําเหล่านี้จํานวนมากจะมีอายุยืนกว่าแม่ชีคนอื่นๆมากถึง 10 ปีเลยทีเดียว

การศึกษาที่คล้ายๆกันยังบ่งชี้อีกด้วยว่า รอยยิ้มแบบดูเชนน์ที่ปรากฏอยู่ในช่วงเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จะช่วยให้เข้าใจชีวิตในส่วนที่เหลืออยู่ได้กระจ่างขึ้น โดยในช่วงทศวรรษที่ 1950 นั้น นักศึกษาชั้นปีสุดท้าย 150 คนของวิทยาลัยมิลส์ คอลเลจ (วิทยาลัยสตรีเอกชนในเมืองโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย) ได้ยินยอมให้นักวิทยาศาสตร์เข้ามาทําการศึกษาระยะยาวเกี่ยวกับชีวิตของพวกเธอ ตลอด 50 ปี

ต่อมาพวกเธอได้รายงานข้อมูลสุขภาพ การแต่งงาน ชีวิตครอบครัว อาชีพ และความสุขให้นักวิจัยทราบอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีก่อน แดชเชอร์ เคลต์เนอร์ และลีแอนน์ ฮาร์เกอร์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ได้พิจารณาภาพถ่ายในหนังสือรุ่นของวิทยาลัยตอนที่พวกเธออยู่ในวัย 20 ต้นๆ ปรากฏว่าผู้หญิงเกือบทุกคนส่งยิ้มให้กล้อง แต่เมื่อตรวจสอบภาพถ่ายเหล่านี้โดยละเอียดแล้ว พวกเขาก็สังเกตเห็นว่าภาพถ่ายประมาณครึ่งหนึ่งเป็นรอยยิ้มเสแสร้งแบบแพน อเมริกัน และอีกครึ่งหนึ่งเป็นรอยยิ้มจริงใจแบบดูเชนน์ จากนั้นพวกเขาก็ย้อนกลับไปดูข้อมูลที่พวกเธอให้มาและได้ค้นพบสิ่งที่น่าฟังอย่างยิ่ง เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ยิ้มแบบแพน อเมริกัน แล้ว ผู้หญิงที่ยิ้มแบบดูเชนน์มีแนวโน้มจะได้แต่งงาน ไม่หย่าร้าง มีสุขภาพแข็งแรง และมีความสุขมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เราสามารถทํานายความสําเร็จและความสุขในชีวิตได้จากรอยย่นอันแสนธรรมดาบริเวณหางตา ซึ่งกระตุ้นความสนใจของดูเชนน์ตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว น่าทึ่งทีเดียวที่ดูเชนน์ตระหนักถึงความสําคัญของสิ่งที่ตัวเองค้นพบก่อนนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆนานมาก โดยดูเชนน์ได้สรุปความรู้สึกเกี่ยวกับงานวิจัยของตนในช่วงบั้นปลายของอาชีพการงานไว้ว่า คุณไม่ควรให้ความสําคัญกับรอยยิ้มแบบเสแสร้งมากเกินไป มันอาจเป็นการแสดงออกถึงความสุภาพหรือไม่ก็ปกปิดการหลอกลวงเอาไว้เป็นรอยยิ้มที่ปรากฏอยู่ตรงริมฝีปากในยามที่จิตใจของมนุษย์กําลังโศกเศร้า