Monalisa smile รอยยิ้มพิศวงของโมนาลิซา

Monalisa smile รอยยิ้มพิศวงของโมนาลิซา

คําถามที่ตามมาก็คือผลการทดลองกับเซอร์โรบิน เดย์ และเลสลี นี้ลเซน ยูฟ่าเบท แสดงให้เห็นว่าไม่มีสัญญาณของการหลอกลวงที่สามารถตรวจจับได้จากภาษากายและการแสดงออกทางสีหน้าของคนเราอย่างนั้นหรือ? คําตอบคือก็ไม่เชิง เพราะความจริงแล้วยังมีวิธีจับโกหกด้วยการใช้ตามองมากกว่าใช้หูฟังอยู่เหมือนกัน อยู่ที่คุณต้องรู้ว่ากําลังมองหาอะไร ลองพิจารณาจากภาษากายที่พบเห็นได้ง่ายและเสแสร้งกันบ่อยที่สุดดีกว่าซึ่งก็คือการยิ้มนั่นเอง

คนเราล้วนยิ้มกันทุกคน แต่มีอยู่ไม่กี่คนที่รู้ซึ้งถึงปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาอันซับซ้อนซึ่งอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมที่ดูเรียบง่ายเช่นนี้ คุณยิ้มเพราะว่าตัวเองรู้สึกมีความสุขจริงๆ หรือเพื่อให้คนอื่นคิดว่าตัวคุณมีความสุขกันแน่ คําถามที่ฟังดูง่ายๆเช่นนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างดุเดือด ในหมู่นักวิจัยบ้างก็บอกว่าการยิ้มได้รับแรงผลักดันจากความรู้สึกยินดีที่อยู่ภายในแทบจะทั้งหมด บ้างก็อ้างว่ามันเป็นสัญญาณทางสังคมที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนรอบตัวรู้ว่าคุณรู้สึกอย่างไร

ศาสตราจารย์โรเบิร์ต เคราต์ และโรเบิร์ต จอห์นสตัน แห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์จึงตัดสินใจหาคําตอบให้กับประเด็นนี้ โดยเปรียบเทียบจํานวนครั้งที่ผู้คนยิ้มเพราะรู้สึกมีความสุขตอนอยู่คนเดียว กับตอนที่มีความสุขมากพอๆกันแต่อยู่กับคนอื่น” หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจเลือกสถานที่ทดลองอันเหมาะเจาะที่สุดนั่นคือานโบว์ลิ่ง พวกเขาพบว่า ตอนที่ผู้เล่นโบว์ลิ่งโยนลูกออกไปแล้วทําคะแนนได้ดี พวกเขามักจะมีความสุขและยืนอยู่ลําพัง แต่พอพวกเขาหันกลับมาหาเพื่อนๆ พวกเขาก็มีความสุขเหมือนกัน แต่คราวนี้จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นด้วย

ในการศึกษาหลายครั้ง เคราต์และเพื่อนร่วมงานของเขาได้แอบเข้าไปสังเกตการโยนลูกโบว์ลิ่งกว่า 2,000 ครั้ง ยูฟ่าเบท ในแต่ละครั้งนักวิจัยได้จดบันทึกลําดับเหตุการณ์โดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางสีหน้าของผู้เล่น คะแนนที่ทําได้ และดูว่าพวกเขาหันหน้าเข้าหาลานโบว์ลิ่ง หรือหันไปหาเพื่อน ผลการทดลองพบว่า เมื่อทําคะแนนได้ดี มีผู้เล่นเพียง 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยิ้มออกมาขณะหันหลังให้เพื่อน อย่างไรก็ตาม พอหันกลับมาหาเพื่อน ปรากฏว่ามีถึง 42 เปอร์เซ็นต์ที่ฉีกยิ้มกว้างให้กับเพื่อนของตัวเอง นี่เป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่าเราไม่ได้ยิ้มเพียงเพราะรู้สึกมีความสุข แต่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าเรากําลังมีความสุขด้วย

“การยิ้ม” ถือเป็นสิ่งที่เสแสร้งได้ง่ายไม่ต่างจากสัญญาณทางสังคมทั้งหลาย ผู้คนมักยิ้มเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าพวกเขากําลังมีความสุข ถึงแม้ข้างในจะไม่ได้รื่นเริงไปด้วยก็ตาม แต่รอยยิ้มแบบเสแสร้งนั้นเหมือนกับรอยยิ้มแบบจริงใจหรือเปล่า หรือมีเบาะแสบนใบหน้าที่ช่วยแยกแยะรอยยิ้มทั้งสองแบบออกจากกันบ้างไหม นี่เป็นประเด็นที่นักวิจัยพยายามหาคําตอบมากว่า 100 ปีแล้ว

เทศกาลวิทยาศาสตร์ในประเทศนิวซีแลนด์ได้เปิดให้ทําการทดลอง “เกิดมาโชคดี” จึงได้เกิดการทดลองที่จะเผยความลับของรอยยิ้มแบบเสแสร้งขึ้น วิธีการทดลองก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมากมาย แค่ให้ผู้คนได้ดูภาพถ่ายหลายๆคู่ ซึ่งแต่ละคู่จะประกอบด้วยภาพรอยยิ้มของคนคนเดียวกัน โดยภาพหนึ่งเป็นรอยยิ้มแบบจริงใจและอีกภาพเป็นรอยยิ้มแบบเสแสร้ง จากนั้นเราก็ขอให้ผู้คนทายว่าภาพไหนเป็นรอยยิ้มแบบจริงใจ การเปรียบเทียบภาพถ่ายอย่างรอบคอบจะเผยให้เห็นว่ามีเบาะแสที่บ่งชี้ถึงรอยยิ้มแบบเสแสร้งหรือไม่ และการวิเคราะห์ผลการทดลองที่ออกมาก็จะช่วยให้เราสรุปได้ว่าผู้คนสามารถใช้ประโยชน์จากเบาะแสเหล่านี้ได้หรือเปล่า

ในการทดลองเรื่องรอยยิ้มนั้น ต้องหาวิธีที่จะทําให้ผู้คนส่งยิ้มทั้งแบบจริงใจและแบบเสแสร้ง บรรดานักวิจัยได้ใช้สารพัดเทคนิคเข้ามากระตุ้นให้เกิดการแสดงออกทางสีหน้าดังกล่าวในห้องทดลอง โดยในช่วง ทศวรรษที่ 1930 นั้นนักจิตวิทยาชื่อ คาร์นีย์ แลนดิส ต้องการถ่ายภาพขณะที่ผู้คนกําลังแสดงอารมณ์ต่างๆ เขาจึงขอให้อาสาสมัครฟังเพลงแจ๊ส อ่านคัมภีร์ไบเบิล และดูภาพลามกแบบผ่านๆ (แลนดิสบอกว่า “ผู้ดําเนินการทดลองพยายามไม่หัวเราะหรือทําท่าเคอะเขินระหว่างที่อาสาสมัครดูภาพลามก”)

นอกจากนี้ ยังมีอีกสองสถานการณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงมากขึ้น โดยในสถานการณ์หนึ่ง ผู้ดําเนินการทดลองขอให้อาสาสมัครจุ่มมือลงไปในถังน้ำที่มีกบเป็นๆอยู่ 3 ตัว หลังจากที่อาสาสมัครได้แสดงอารมณ์ออกมาแล้ว ufabet พวกเขาก็ถูกบอกให้จุ่มมืออยู่ในถังน้ำต่อไป จากนั้นผู้ดําเนินการทดลองก็ปล่อยกระแสไฟฟ้าลงไปในน้ำเพื่อช็อตอาสาสมัครแบบพอหอมปากหอมคอ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เป็นที่จดจําและก่อให้เกิดคําถามด้านศีลธรรมตามมามากที่สุดคือ อาสาสมัครจะได้รับหนูขาวที่ยังมีชีวิตพร้อมกับมีดแล่เนื้อ จากนั้นก็ถูกขอให้ตัดหัวหนูตัวนั้น ปรากฏว่าอาสาสมัครประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ยอมทําภารกิจนี้หลังจาก “ถูกเร่งเร้าพอสมควร” ส่วนกรณีที่เหลือนั้น ผู้ดําเนินการทดลองต้องเป็นฝ่ายตัดหัวหนูเสียเอง แลนดิสบอกว่ามีอาสาสมัคร 52 เปอร์เซ็นต์ที่ยิ้มออกมาระหว่างตัดหัวหนู เทียบกับ 74 เปอร์เซ็นต์ที่ยิ้มออกมาตอนถูกไฟฟ้าช็อต

ส่วนการทดลองเรื่องรอยยิ้มนั้น ได้มีการเลือกภารกิจมาสองอย่างซึ่งไม่โหดร้ายขนาดนั้น โดยขอให้อาสา สมัครแต่ละคนพาเพื่อนมาด้วย 1 คน ทุกครั้งที่เพื่อนทําให้พวกเขาหัวเราะ ทีมทดลองก็จะถ่ายภาพรอยยิ้มอย่างจริงใจของพวกเขาเอาไว้ จากนั้นเราก็ขอให้อาสาสมัครลองจินตนาการว่าพวกเขาได้พบกับคนที่ตัวเองไม่ชอบ และจําเป็นต้องส่งรอยยิ้มเสแสร้งตามมารยาทไปให้ ตัวอย่างของภาพถ่ายที่ออกมาปรากฏอยู่ด้านล่าง ภาพถ่ายคู่นี้และอีก 9 คู่ถูกนําไปจัดแสดงในนิทรรศการแสดงภาพศิลปะนั้นเอง

ในปี 2003 นั้น ศาสตราจารย์มาร์กาเรต ลิฟวิงสโตน นักประสาทวิทยาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ พยายามใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อไขปริศนารอยยิ้มซึ่งได้ชื่อว่าโด่ง ดังที่สุดในวงการศิลปะ20 ซึ่งก็คือรอยยิ้มในภาพโมนาลิซาที่เขียนโดย ลีโอนาร์โด ดาวินชี ในช่วงทศวรรษที่ 1500 และเป็นภาพที่สร้างความ งุนงงให้แก่นักประวัติศาสตร์มาหลายร้อยปีแล้ว การถกเถียงส่วนใหญ่มุ่งเน้นเรื่องการแสดงออกทางสีหน้าอันลึกลับของเธอ นักวิชาการบางคนบอกว่าภาพเขียนนี้แสดงให้เห็นถึงใบหน้าที่กําลังยิ้มอย่างเห็นได้ชัด แต่ ก็มีจํานวนไม่น้อยที่แย้งว่าน่าจะเป็นใบหน้าที่กําลังแสดงความโศกเศร้าอาดูรอย่างเหลือแสนต่างหาก

ในปี 1852 ศิลปินหนุ่มชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งได้กระโดดลงมาจากหน้าต่างห้องพักชั้น 4 ของโรงแรมในกรุงปารีสหลังจากเขียนจดหมายลาตายไว้ว่า “ผมหาคําตอบเรื่องรอยยิ้มของเธออย่างสุดกําลังมาหลายปีแล้ว ตอนนี้ผมขอตายดีกว่า” แต่ศาสตราจารย์ลิฟวิงสโตนกลับเลือกแนวทางที่ไม่สิ้นคิดขนาดนั้น

Monalisa smile รอยยิ้มพิศวงของโมนาลิซา

ผู้คนพากันสังเกตมานานแล้วว่ารอยยิ้มของโมนาลิซาปรากฏให้เห็นชัดเจนมากกว่าเมื่อมองไปที่ตาของเธอ แต่รอยยิ้มนั้นกลับเลือนหายไปทันทีเมื่อมองตรงไปที่ปาก นี่เป็นส่วนหนึ่งของความลึกลับที่แฝงอยู่ในภาพเขียนชิ้นนี้ แต่พวกเขากลับไม่อาจหาคําตอบว่าลีโอนาร์โดสร้างปรากฎการณ์อันแปลกประหลาดนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ศาสตราจารย์ลิฟวิงสโตนค้นพบว่าภาพลวงตานี้เกิดจากการที่ดวงตาของเรามองเห็นภาพในสองทาง เมื่อเรามองอะไรบางอย่างโดยตรง แสงก็จะตกกระทบที่ส่วนกลางของเรตินาซึ่งเรียกว่า โฟเวีย บริเวณนี้ของดวงตาจะมองเห็นวัตถุสว่างๆได้อย่างยอดเยี่ยม ในทางตรงกันข้าม

เมื่อเราชําเลืองมองอะไรบางอย่าง แสงก็จะตกกระทบตรงรอบนอกของเรตินาซึ่งมองเห็นวัตถุมืดๆได้ดีกว่า ลิฟวิงสโตนพบว่าภาพเขียนของลีโอนาร์โดนําหลักการนี้มาใช้หลอกตาผู้คน ผลการวิเคราะห์พบว่า ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ใช้เงาจากโหนกแก้มของ โมนาลิซาเพื่อทําให้ปากของเธอดูมืดกว่าบริเวณอื่นของใบหน้าได้อย่างชาญฉลาด ด้วยเหตุนี้เอง รอยยิ้มของโมนาลิซาจึงปรากฏให้เห็นชัดเจนเมื่อผู้คนมองไปที่ตาของเธอ เพราะพวกเขาจะแค่ชําเลืองมองรอยยิ้ม แต่ พอผู้คนจ้องไปที่ปากของเธอโดยตรง พวกเขาก็จะมองส่วนที่มืดของภาพผ่านโฟเวีย รอยยิ้มของเธอจึงปรากฏให้เห็นชัดเจนน้อยกว่า