เลสลี เลเซน ซอสมะเขือเทศ และครีมเปรี้ยว

To Tell the Truth

การทดลองทางโทรทัศน์ดังกล่าวเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเล็กๆของการศึกษาในวงกว้างเท่านั้น เพราะในวันเดียวกันกับที่รายการดังกล่าวออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์บีบีซีก็ได้มีการเปิดเสียงสัมภาษณ์ทั้งสองครั้งผ่านทางสถานีวิทยุระดับประเทศ ยูฟ่าเบท

To Tell the Truth

ส่วนบรรณาธิการข่าววิทยาศาสตร์ชื่อ โรเจอร์ ไฮฟิลด์ ก็ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์เดอะ เดลี เทเลกราฟ ด้วยเช่นกัน โดยทางทีมนักนักจิตวิทยาได้ขอให้ผู้ฟังและผู้อ่านเดาว่าครั้งไหนเป็นการโกหกแล้วลงคะแนนด้วยการโทรศัพท์ไปยังหมายเลขใดหมายเลขหนึ่งจากสองหมายเลข ปรากฏว่ามีผู้ยินดีเข้าร่วมการทดลองหลายพันคน ถึงแม้ความสามารถในการจับโกหกของผู้ชมทางโทรทัศน์จะไม่ได้ดีไปกว่าการเสี่ยงทายมากนัก แต่ผลการทดลองกลับพบว่าผู้อ่านหนังสือพิมพ์สามารถตอบถูกถึง 64 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ฟังวิทยุนั้นน่าประทับใจยิ่งกว่า เพราะมีความแม่นยําสูงถึง 73 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าถ้าว่ากันด้วยเรื่องของการจับโกหกแล้ว คนเราจะทําได้ดีจากการรับฟังเสียงมากกว่าการมองเห็นภาพ

การทดลองกับเซอร์โรบินไม่ใช่การทดลองเดียวที่แสดงให้เห็นว่าความสามารถในการจับโกหกของคนเราจะเพิ่มขึ้นหากเน้นฟังเสียงมากกว่าดูภาพ แต่ยังรวมถึงผลงานวิจัยของเกลนน์ ลิตเติลเพจ ufabet และโทนี ปิโนลต์ จากมหาวิทยาลัยมิดเดิลเทนเนสซีสเตตอีกด้วย ทั้งคู่ได้ทําการศึกษาผ่านรายการเกมโชว์ชื่อดัง To Tell the Truth ซึ่งออกอากาศมายาวนานที่สุดรายการหนึ่งในวงการโทรทัศน์ของอเมริกา โดยจะมีผู้เข้าแข่งขัน 3 คนซึ่งต่างก็อ้างเหมือนๆกันว่าตัวเองเป็นคนคนหนึ่ง ทั้งสามคนจะถูกไต่สวนโดยคณะลูกขุนที่ประกอบด้วยคนดัง 4 คน

พวกเขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเปิดโปงว่าใครเป็นตัวจริงและใครเป็นตัวปลอม หลังจากที่คณะลูกขุนให้คําตอบของตัวเองแล้ว พิธีกรก็จะขอให้คนที่พูดความจริงยืนขึ้นเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมด รายการนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมร่วมสมัยของอเมริกาไปแล้ว แถมยังถูกนําไปใช้เป็นฉากเปิดของภาพยนตร์เรื่อง Catch Me If You Can อีกด้วย ลิตเติลเพจและปิโนลต์ได้บันทึกเทปรายการนี้ไปหลายตอน โดยมีอยู่ตอนหนึ่งที่ผู้หญิง 3 คนอ้างว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยุคกลาง และมีอีกตอนหนึ่งที่ผู้ชาย 3 คนอ้างว่ารัฐบาลจีนขอให้เขาค้นหาซากดึกดําบรรพ์ของ “มนุษย์ปักกิ่ง” ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากนั้นนักวิจัยก็เปิดคลิปให้คนกลุ่มต่างๆดู โดยกลุ่มแรกดูแบบมีทั้งภาพและเสียงตามปกติ กลุ่มที่สองได้ยินแต่เสียง และกลุ่มที่สามได้เห็นแต่ภาพ ผลลัพธ์ที่ออกมาเผยให้เห็นถึงความสําคัญของภาษาที่ใช้โกหก เพราะคนที่ได้เห็นแต่ภาพเพียงอย่างเดียวแทบจับผิดผู้เข้าแข่งขันไม่ได้เลย ส่วนคนที่ได้ยินแต่เสียงกลับแยกแยะคนที่กําลังเปิดเผยความจริงได้ดีอย่างเหลือเชื่อ

ถึงเวลาที่จะลองทดสอบทักษะการจับโกหกแบบใหม่ของคุณแล้ว เมื่อไม่กี่ปีก่อน รายการวิทยาศาสตร์ชื่อ The Daily Planet ทางช่อง ดิสคัฟเวอรี แชนแนล ของประเทศแคนาดา ได้จัดให้มีการดําเนินการทดลองจับโกหกระดับประเทศอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาได้เชิญ เลสลี นีลเซน นักแสดงและดาราตลกของฮอลลีวู้ด (ซึ่งเคยแสดงเรื่อง Airplane, Naked Gun และ Police Squad!) มา เป็นหนูทดลอง โดยพิธีกรของรายการที่ชื่อ เจย์ อิงแกรม เป็นผู้สัมภาษณ์นีลเซน 2 ครั้ง ในการสัมภาษณ์แต่ละครั้งนีลเซนจะถูกตั้งคําถามเกี่ยวกับของกินที่ชอบ โดยคําตอบหนึ่งจะเป็นการโกหกล้วนๆ และอีกคําตอบจะเป็นความจริงเหมือนการทดลองที่ทํากับเซอร์โรบิน คราวนี้มาลองดูกันว่าคคุณจะจับโกหกได้หรือเปล่า

การสัมภาษณ์ครั้งที่ 1

เจย์ อิงแกรม : ของกินที่คุณชื่นชอบคืออะไรครับ

เลสลี นีลเซน : ของกินที่ชอบคืออะไรงั้นหรือครับ ของกินที่ชอบคืออะไร ผมเลือกอะไรก็ได้เลยใช่มั้ยครับ เอ่อ… ให้ตายเถอะ เลือกยากจัง ผมว่ามันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างน่ะ ผมคิดว่า…ของกินที่ผมชอบคือซอสมะเขือเทศครับ

เจย์ อิงแกรม : ซอสมะเขือเทศ! ทําไมคุณถึงชอบซอสมะเขือเทศนักล่ะครับ

เลสลี นีลเซน : ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมคิดว่าผมคงเป็นคนประเภทที่ใส่ซอสมะเขือเทศลงไปในอาหารอะไรก็ได้ไม่ว่าจะใส่ลงไปแบบไหนก็ตาม ใช่แล้วครับ คําตอบคือซอสมะเขือเทศ ผมกําลังคิดถึงเรื่องเรื่องหนึ่งที่ฝังแน่นอยู่ในความทรงจําตั้งแต่สมัยที่ผมยังเด็ก คุณคงจําได้เวลาไปหาของกินแล้วพูดว่า “แม่ฮะ ขอขนมปังทาแยมแผ่นนึงฮะ” แล้วผมก็จําได้ถึงตอนที่แม่พูดว่า “เราไม่มีแยมเหลือเลยจ้ะ เลสลี เราไม่มีแยมเหลือเลย” ผมตอบว่า “แต่ว่า…แต่…แต่” ยูฟ่าเบท แม่จึงบอกว่า “เดี๋ยวแม่จะหาอะไรให้กินนะจ๊ะ” จากนั้นแม่ก็หยิบขนมมาทาเนย เสร็จแล้วก็ราดซอสมะเขือเทศลงไปและทาลงทั่วขนมปัง ทําเอาผมติดใจไปเลยครับ ผมรู้แล้วว่าคราวนี้ผมต้องทํายังไงเวลาที่ผม…เอ่อ เวลาอยู่บ้าน ถ้าผมอารมณ์ดีไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็ตาม พอผมรู้สึกหิว ผมก็จะตรงไปที่ตู้เย็นเพื่อหยิบขนมปังหนึ่งแผ่นออกมาทาเนยแล้วราดซอสมะเขือเทศลงไป มันทําให้ผมยิ่งอารมณ์ดีมากขึ้นไปอีก

การสัมภาษณ์ครั้งที่ 2

เจย์ อิงแกรม : เอาละครับ คุณเลสลี นีลเซน ของกินที่คุณชื่นชอบคืออะไรครับ

เลสลี นีลเซน : มันกลายเป็นของโปรดไปแล้วครับ..นึกถึงขึ้นมาเป็นอันดับแรกเลย…ผมจะตอบสิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวเป็นอย่างแรกแล้วกัน คําตอบก็คือครีมเปรี้ยวไงครับ อย่างเวลาที่คุณใส่ครีมเปรี้ยวลงไปในกัวคาโมเล…ผมคิดว่าอาจเป็นเพราะผมเริ่มชอบอาหารเม็กซิกันก็ได้ แล้วผมก็จําได้สมัยที่ผมยังเด็ก แม่จะกินแซนด์วิชมะเขือเทศราดมายองเนส จะว่าไปแล้วมายองเนสก็คล้ายๆกับครีมเปรี้ยว มันเป็นของอย่างสุดท้ายในโลกที่ผมอยากแตะต้อง แล้วก็…เอ่อ…เพราะเหตุนี้ผมเลยเลี่ยงมันมาตลอดจนกระทั่งทุกวันนี้ รสชาติของมันนับว่าไม่ธรรมดาทีเดียวครับ แถมยังมีแบบไขมันต่ำให้เลือกด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่ผมให้ความสําคัญ ครีมเปรี้ยวมีรสชาติแปลกใหม่ แต่มันก็กลายเป็นของกินที่ผมเริ่มชอบมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

คุณคงเดาได้แล้วสินะครับว่าเลสลีชอบซอสมะเขือเทศและเกลียดครีมเปรี้ยว บทสัมภาษณ์นี้แสดงให้เห็นถึงแบบแผนของการพูดปดและการพูดความจริงที่พบได้ทั่วไป อันดับแรกก็คือ การโกหกจะมีเนื้อหาสั้นกว่าการพูดความจริงอย่างมาก โดยเลสลีใช้คําไปประมาณ 220 คําเมื่อพูดถึงเรื่องซอสมะเขือเทศ และใช้คําแค่ประมาณ 150 คําเมื่ออธิบายถึง “ความชื่นชอบ” ของตัวเองที่มีต่อครีมเปรี้ยว บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ยังมีหลักฐานของ “การกีดกันตัวเอง” อีกด้วย เพราะตอนที่เลสลีพูดความจริงนั้น

เขาใช้คําว่า “ผม” มากถึง 19 ครั้ง แต่เวลาโกหกกลับพูดเพียง 9 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้ การพูดความจริงยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับประสบการณ์วัยเด็กของเขาที่เชื่อมโยงกับซอสมะเขือเทศโดยแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมามากมาย (“ทําเอาผมติดใจไปเลยครับ” “ถ้าผมอารมณ์ดี” และ “มันทําให้ผมยิ่งอารมณ์ดีมากขึ้นไปอีก”) ในทางกลับกัน คําโกหกกลับมีข้อเท็จจริงมากกว่า (เกี่ยวกับวิธีกินครีมเปรี้ยว รสชาติอันแปลกประหลาด และเรื่องปริมาณไขมัน) โดยมีการอ้างอิงความรู้สึกของตัวเองแบบแปลกๆอยู่แค่ครั้งเดียวในช่วงท้าย (“มันก็กลายเป็นของกินที่ผมเริ่มชอบมากขึ้นอย่างรวดเร็ว”)

ทันทีที่คุณรู้เบาะแสที่เชื่อมโยงกับภาษาของการโกหกหลอกลวงแล้ว การจับโกหกก็จะง่ายขึ้นอย่างมาก คุณแทบไม่ต้องสนใจเลยว่าคนโกหกจะสบตาคุณ โบกมือไปมา หรือกระสับกระส่ายอยู่บนที่นั่งของตัวเองหรือเปล่า เพราะเบาะแสที่น่าเชื่อถือมากที่สุดของการโกหกอยู่ที่น้ำเสียงและถ้อยคําที่พูดออกมาต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นการขาดรายละเอียดสําคัญในคําบรรยาย การหยุดคิดและลังเลมากขึ้น การกีดกันตัวเองออกจากการโกหกด้วยการเลี่ยงคําว่า “ฉัน” หรือการแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองออกมาเพียงน้อยนิด นอกจากนี้ คนโกหกยังดูเหมือนจะจํารายละเอียดปลีกย่อยที่คนพูดความจริงหลงลืมไปแล้วอีกด้วย เมื่อเราได้เรียนรู้วิธีจับสัญญาณลับเหล่านี้แล้ว ม่านบังตาของการโกหกหลอกลวงก็จะเปิดออก และโลกใบนี้ก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป