คุณเป็นนักโกหกที่ดีหรือเปล่า?

คุณเป็นนักโกหกที่ดีหรือเปล่า?

คุณเป็นนักโกหกที่ดีหรือเปล่า? การโป้ปดมดเท็จได้พลิกหน้าประวัติศาสตร์โลกมาโดยตลอด คําโกหกของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่พูดกับนายกรัฐมนตรีเนวิลล์ แชมเบอร์เลน ของอังกฤษตอนที่ทั้งสองพบปะกันก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองในเดือน กันยายนปี 1938 ถือว่าเป็นคําโกหกที่โด่งดังมาก ตอนนั้นฮิตเลอร์เตรียมบุกเชคโกสโลวาเกียไว้อยู่แล้ว ufabet

ดังนั้นเขาจึงพยายามป้องกันไม่ให้เชคโกสโลวาเกียระดมกองกําลังไว้โต้กลับได้ ฮิตเลอร์รับประกันกับแชมเบอร์เลนว่าเขาไม่มีความตั้งใจที่จะบุกเชคโกสโลวาเกียเลยแม้แต่น้อยและผู้นําอังกฤษก็เชื่อเสียสนิทใจ ไม่กี่วันหลังจากการพบปะกันดังกล่าว แชมเบอร์เลนก็เขียนจดหมายถึงน้องสาวโดยบรรยายถึงความเชื่อมั่นของตัวเองที่มีต่อฮิตเลอร์ว่า ” เขาเป็นผู้ชายที่สามารถเชื่อใจได้เวลาให้คํามั่นสัญญา” แชมเบอร์เลนปักใจเชื่อในความซื่อสัตย์ของฮิตเลอร์อย่างมาก จนถึงขั้นเรียกร้องให้เชคโกสโลวาเกียอย่าระดมกองกําลัง เพราะเกรงว่าเยอรมนีอาจมองความเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็นการรุกราน การโจมตีของเยอรมนีในเวลาต่อมาจึงสามารถโค่นล้มกองกําลังของเชคโกสโลวาเกียซึ่งแทบไม่ได้เตรียมป้องกันตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และนําไปสู่จุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง โลกของเราอาจไม่เหมือนที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ถ้าหากแชมเบอร์เลนสามารถจับโกหกฮิตเลอร์ได้ระหว่างการพบปะกันครั้งนั้น

เหล่าผู้นําระดับโลกไม่ใช่คนจําพวกเดียวที่โกหกหรือถูกโกหกเพราะการหลอกลวงนั้นส่งผลต่อพวกเราทุกคน เมื่อไม่กี่ปีก่อนได้มีการสํารวจระดับชาติว่าด้วยการโกหก โดยนักจิตวิทยาได้ร่วมมือกับหนังสือพิมพ์ เดอะ เดลี เทเลกราฟ ปรากฏว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ที่อ้างว่าไม่เคยพูดเท็จเลย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้คงไม่สามารถบังคับให้ตัวเองพูดความจริงได้แม้กระทั่งในการสํารวจแบบไม่ต้องระบุชื่อเช่นนี้

ส่วนการศึกษาอีกครั้งหนึ่งก็เป็นการขอให้ผู้คนจดบันทึกการสนทนาของตัวเองตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ รวมถึงคําพูดโกหกทั้งหมดด้วย ปรากฏว่าคนส่วนใหญ่พูดโกหกเรื่องสําคัญๆวันละ 2 เรื่อง 1 ใน 3 ของการสนทนาเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง คําโกหก 4 ใน 5 ยังไม่ถูกจับได้ และคนกว่า 80 เปอร์เซ็นต์พูดโกหกเพื่อให้ได้งานทํา (โดยส่วนใหญ่บอกว่า พวกเขาคิดว่านายจ้างคาดหวังให้ผู้สมัครงานไม่ซื่อสัตย์เกี่ยวกับภูมิหลังและประสบการณ์ของตัวเอง) นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่าประชากรกว่า 60 เปอร์เซ็นต์เคยนอกใจคนรักของตัวเองเป็นอย่างน้อย

คุณเป็นนักโกหกที่ดีหรือเปล่า?

คุณเป็นนักโกหกที่ดีหรือเปล่า?

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าตัวเองโกหกได้อย่างแนบเนียน แต่ในความเป็นจริงแล้วคนเราสามารถตบตาผู้อื่นได้แนบเนียนไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม ยังมีแบบทดสอบที่แสนง่ายดายชิ้นหนึ่งที่คุณสามารถใช้ประเมินความสามารถในการโกหกของตัวเองด้วยการทดลองใช้นิ้วชี้ของมือข้างที่ถนัดเขียนตัวอักษร “Q” ลงบนหน้าผากของคุณด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ ยูฟ่าเบท บางคนอาจเขียนในแบบที่ตัวเองสามารถอ่านได้ โดยตวัดหางของตัว Q ไปทางด้านขวาของหน้าผาก ขณะที่บางคนอาจเขียนในแบบที่ให้คนที่อยู่ตรงหน้าอ่านออก โดยตวัดหางของตัว Q ไปทางด้านซ้ายของหน้าผาก แบบทดสอบง่ายๆนี้ช่วยให้เราสามารถประเมินแนวคิดที่เรียกว่า “การตรวจสอบตัวเอง (self-monitoring)” ได้ โดยคนที่มีการตรวจสอบตัวเองสูงมักเขียนตัวอักษร Q ในแบบที่ให้คนที่อยู่ตรงหน้าอ่านออก ส่วนคนที่มีการตรวจสอบตัวเองต่มักเขียนตัวอักษร Q ในแบบที่ให้ตัวเองอ่านออก

แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับการโกหก? แน่นอนว่ามันต้องเกี่ยวอยู่แล้ว คนที่มีการตรวจสอบตัวเองสูงมักกังวลว่าคนอื่นจะมองตัวเองอย่างไร พวกเขาชอบเป็นจุดสนใจ สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดรับกับสถานการณ์ และเก่งเรื่องการปรุงแต่งภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาของคนอื่น ดังนั้นพวกเขาจึงมักโกหกได้แนบเนียนกว่า ในทางกลับกันคนที่มีการตรวจสอบตัวเองต่ำจะทําตัว “เหมือนเดิมอยู่ตลอด” แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน พฤติกรรมของพวกเขาจะถูกชี้นําโดยความรู้สึกและค่านิยมส่วนตัวมากกว่า อีกทั้งยังไม่ค่อยตระหนักถึงอิทธิพลของตัวเองที่มีต่อคนรอบข้างมากนัก นอกจากนี้พวกเขายังมีแนวโน้มจะพูดโกหกน้อยกว่า จึงไม่เก่งเรื่องการหลอกลวง

ผู้คนมากมายลองทําแบบทดสอบสนุกๆชิ้นนี้มานานหลายปีแล้ว และก็เป็นที่น่าสังเกตเห็นว่ามีคนกลุ่มเล็กๆที่เมื่อได้ยินคําเฉลยของแบบทดสอบดังกล่าวก็จะรีบกล่อมตัวเองให้เชื่อว่าพวกเขาได้ตวัดหางของตัว Q ไปคนละด้านกับที่เขียนไว้จริงๆ คนเหล่านี้เพิกเฉยต่อหลักฐานที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าและบิดเบือนความจริงเพื่อให้สอดคล้องกับตัวตนที่พวกเขาอยากเป็น ด้วยเหตุนี้เอง แบบทดสอบดังกล่าวจึงเป็นเครื่องบ่งชี้อย่างคร่าวๆว่าคุณสามารถหลอกทั้งคนอื่นและตัวเองได้ดีแค่ไหน

ผลการวิจัยด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับการโกหกหลอกลวงส่วนใหญ่ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประเภทของคนที่โกหกเก่งและโกหกไม่เก่ง แต่ให้ความสําคัญกับศิลปะและศาสตร์แห่งการจับโกหกมากกว่า คนเราจะสามารถจับโกหกได้หรือเปล่า? อะไรคือสัญญาณที่ช่วยให้เปิดโปงคนพูดปดได้? เป็นไปได้หรือไม่ที่จะสอนคนอื่นๆให้จับโกหกได้เก่งขึ้น?

ต่อมาในปี 1994 ได้มีการเชิญชวนให้นักวิชาการทั้งหลายช่วยกันคิดหัวข้อและเข้าร่วมทําการทดลองในเทศกาลวิทยาศาสตร์แห่งชาติซึ่งจะจัดขึ้นนาน 1 สัปดาห์ และเนื่องจากจะมีการถ่ายทอดสดทางรายการวิทยาศาสตร์ Tomorrow’s World ของสถานีโทรทัศน์บีบีซี การทดลองจะเข้าถึงผู้ชมได้หลายล้านคนเลยทีเดียว เป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อยที่จะทดสอบทักษะการจับโกหกของประชาชนทั้งประเทศ จึงได้มีการเสนอการทดลองโดยให้นักการเมืองจํานวนหนึ่งโกหกหรือพูดความจริงในรายการดังกล่าวแล้วให้ประชาชนพยายามจับโกหกให้ได้ วิธีนี้เองที่จะทําให้เราสามารถชี้วัดได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่าพรรคการเมืองไหนมีสมาชิกที่โกหกได้แนบเนียนที่สุด

พวกนักการเมืองส่วนมากไม่ค่อยอยากมาเข้าร่วมการทดลองนี้สักเท่าไหร่ (แน่นอนอยู่แล้ว) โดยให้เหตุผลว่า พวกเขาเป็นนักโกหกที่แย่มาก (คุณเชื่อพวกเขาไหมล่ะ) เราจึงมองหาตัวเลือกอื่นซึ่งเป็นบุคคลผู้ทรงเกียรติ และตัดสินใจเชิญเซอร์โรบิน เดย์ ผู้สื่อข่าวสายการเมืองระดับตํานานของวงการโทรทัศน์มาเป็นหนูทดลองในครั้งนี้ เซอร์โรบินนั้นมีความสําคัญกับสถานีโทรทัศน์บีบีซีแบบเดียวกับที่วอลเตอร์ ครองไคต์ มีความสําคัญกับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสเลยทีเดียว วิธีการสัมภาษณ์นักการเมืองอย่างเฉียบคมและถึงลูกถึงคนทําให้เขาได้รับฉายาว่า “ประธานคณะกรรมการไต่สวนความผิด” กันเลยทีเดียว


การทดลองเป็นไปอย่างเรียบง่าย เซอร์โรบินจะถูกสัมภาษณ์ 2 ครั้ง แต่ละครั้งจะให้เขาสาธยายเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องโปรด ในการสัมภาษณ์ครั้งแรกเขาจะพูดแต่ความจริงล้วนๆ แต่ในการสัมภาษณ์ครั้งที่สองจะพูดแต่เรื่องโกหกเท่านั้น ต่อมาเราก็จะนําบทสัมภาษณ์ทั้งสองครั้งมาออกอากาศทางโทรทัศน์ แล้วดูว่าผู้ชมจะมองออกไหมว่าครั้งไหนเป็นการโกหก

บีบีซีได้มอบหมายให้ไซมอน ซิงห์ ผู้กํากับรุ่นใหม่ที่เปี่ยมความสามารถเป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้ (ในภายหลังไซมอนได้เขียนหนังสือวิทยาศาสตร์ที่ติดอันดับขายดีหลายเล่ม ซึ่งรวมถึงเรื่อง Fermats Last Theorem และ The Code Book)  หลังจากติดตั้งกล้องภายในห้องโถงของโรงแรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงลอนดอนซึ่งใช้เป็นสถานที่ถ่ายทําเรียบร้อยแล้ว ประตูห้องก็เปิดออกทันทีและเซอร์โรบินก็ก้าวเข้ามาในห้อง เมื่อเขานั่งลงตรงหน้ากล้อง เขาออกอาการประหม่าเล็กน้อย เพราะครั้งนี้ตัวเองกําลังจะถูกสัมภาษณ์แทนที่จะเป็นฝ่ายตั้งคําถามเหมือนทุกครั้ง การสัมภาษณ์ครั้งแรกเริ่มต้นขึ้นด้วยการให้เขาบรรยายถึงภาพยนตร์เรื่องโปรด เซอร์โรบินอธิบายว่าเขาหลงรักภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง Gone with The Wind ซึ่งนําแสดงโดยคลาร์ก เกเบิล  บทสัมภาษณ์มีดังนี้

ริชาร์ด ไวส์แมน : เอาละครับ เซอร์โรบิน คุณชอบภาพยนตร์เรื่องอะไรครับ

เซอร์โรบิน : Gone With The Wind ครับ

ริชาร์ด ไวส์แมน : ทําไมถึงชอบเรื่องนี้ครับ

เซอร์โรบิน : อ๋อ มัน มัน มันเป็นหนังคลาสสิกน่ะครับ ตัวละครก็ยอดเยี่ยม มีดาราเก่งๆอย่างคลาร์ก เกเบิล แถมยังมีนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมอย่างวิเวียน ลีห์ ด้วย น่าประทับใจมากเลยครับ

ริชาร์ด ไวส์แมน : แล้วคุณชอบตัวละครตัวไหนครับ

เซอร์โรบิน : อ๋อ เกเบิลสิครับ

ริชาร์ด ไวส์แมน : คุณดูเรื่องนี้มากี่รอบแล้วครับ

เซอร์โรบิน : เอ่อ… (หยุดคิด) ผมคิดว่าน่าจะประมาณ 6รอบนะ

ริชาร์ด ไวส์แมน : แล้วดูครั้งแรกเมื่อไหร่ครับ

เซอร์โรบิน : ก็ตั้งแต่ตอนออกฉายครั้งแรก ผมคิดว่าน่าจะเป็นปี 1939 นะ

เมื่อเขาพูดจบก็มีการยิงคําถามชุดเดิมซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาบอกว่าตัวเองเป็นแฟนตัวยงของภาพยนตร์เรื่อง Some Like It Hot ซึ่งนําแสดงโดยมาริลิน มอนโร

ริชาร์ด ไวส์แมน : เอาละครับ เซอร์โรบิน คุณชอบภาพยนตร์เรื่องอะไรครับ

เซอร์โรบิน : เอ่อ… (หยุดคิด) เอ่อ Some Like It Hot ครับ

ริชาร์ด ไวส์แมน : ทําไมถึงชอบเรื่องนี้ครับ

เซอร์โรบิน : อ๋อ เพราะว่าทุกครั้งที่ผมหยิบขึ้นมาดู มันก็ยิ่งตลกมากขึ้นทุกครั้งเลย หนังเรื่องนี้มีรายละเอียดต่างๆที่ผมชื่นชอบ และผมก็ยิ่งชอบมากขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่ได้ดูครับ

ริชาร์ด ไวส์แมน : แล้วคุณชอบตัวละครตัวไหนครับ

เซอร์โรบิน : อ๋อ ผมคิดว่าเป็นโทนี เคอร์ติส เขามีเสน่ห์มาก (หยุดเว้นช่วงสั้น ๆ) และเขาก็ฉลาดมากด้วยครับ เขาเลียนแบบแครี แกรนต์ ได้เหมือนมาก แล้วเขาก็ตลกจริงๆเวลาพยายามขัดขืนไม่ยอมให้ตัวเองหลงเสน่ห์ของมาริลิน มอนโร

ริชาร์ด ไวส์แมน : แล้วดูครั้งแรกเมื่อไหร่ครับ

เซอร์โรบิน : ผมคิดว่าคงเป็นตอนที่เข้าฉาย แต่ผมลืมไปแล้วครับว่าเมื่อไหร่

คุณคิดว่าการให้สัมภาษณ์ครั้งไหนเป็นเรื่องโกหก?

การทดลองอย่างเต็มรูปแบบเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมาในรายการ Tomorrows World ufabet ตอนที่เปิดรายการนั้น ได้มีการฉายบทสัมภาษณ์ให้ผู้ชมดูแล้วบอกให้พวกเขาตัดสินว่าอันไหนเป็นเรื่องโกหก จากนั้นให้ลงคะแนนด้วยการโทรศัพท์เข้ามาที่หมายเลขใดหมายเลขหนึ่งจากสองหมายเลข การทดลองในลักษณะนี้เพิ่งเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก จึงไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะมีคนโทรศัพท์เข้ามามากน้อยแค่ไหน แต่สุดม้ายก็มีผู้ชมกระหน่ำโทรเข้ามากว่า 30,000 สายภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

คุณเป็นนักโกหกที่ดีหรือเปล่า?

เมื่อปิดรับสายแล้วทีมทดลองก็ลงมือวิเคราะห์ผลการทดลองทันที ปรากฏว่าผู้ชม 52 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าเซอร์โรบินโกหกเกี่ยวกับหนังเรื่อง Gone With The Wind ส่วนอีก 48 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือลงคะแนนให้เรื่อง Some Like It Hot จากนั้นทีมก็ให้ผู้ชมดูคลิปวิดีโอสั้นๆตอนสัมภาษณ์เซอร์โรบินว่าเขาชอบหนังเรื่อง Gone With The Wind จริงหรือเปล่า คําตอบของเขาสั้นกระชับแต่ได้ใจความมาก “ไม่มีทางเด็ดขาด! หนังเรื่องนี้น่าเบื่อจะตาย ผมหลับทุกครั้งที่ดูเลยล่ะ” พอถึงช่วงท้ายของรายการ ก็ประกาศผลการทดลองให้ผู้ชมทราบพร้อมอธิบายว่าคนเรามีทักษะในการจับโกหกได้แม่นยํากว่าการเสี่ยงทายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


ข้อโต้แย้งที่เป็นไปได้คือ เซอร์โรบินอาจเป็นนักโกหกที่แนบเนียนอย่างร้ายกาจ และคนเราก็น่าจะจับโกหกในชีวิตประจําวันได้ดีกว่าถ้าหากต้องการพิสูจน์ข้อโต้แย้งดังกล่าว เราคงต้องทําการทดลองจํานวนมากกับผู้คนหลากหลายประเภทซึ่งพูดโกหกและพูดความจริงในประเด็นต่างๆอย่างกว้างขวาง เรียกได้ว่าเป็นงานช้างที่เดียว

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา นี่คือสิ่งที่นักจิตวิทยากลุ่มเล็กๆพยายามทําการศึกษามาโดยตลอด พวกเขาให้คนไปเข้าชมนิทรรศการศิลปะแล้วโกหกเกี่ยวกับภาพเขียนที่ชื่นชอบ ขโมยเงินในกระเป๋าสตางค์แล้วบอกว่าไม่ได้ทํา สนับสนุนสินค้าที่ตัวเองไม่ชอบอย่างรุนแรง ชมภาพยนตร์ที่มีฉากตัดแขนขาขณะที่พยายามโน้มน้าวให้คนอื่นเชื่อว่ากําลังชมภาพชายหาดอันแสนผ่อนคลาย งานวิจัยดังกล่าวได้ศึกษาพฤติกรรมการโกหกของพนักงานขาย คนซื้อของ นักเรียน คนติดยาเสพติด และอาชญากร

ผลลัพธ์ที่ออกมามีความสม่ำเสมออย่างเห็นได้ชัด ถ้าว่ากันด้วยเรื่องของการจับโกหกแล้ว ให้เลือกวิธีโยนเหรียญเอายังจะง่ายกว่า ไม่สําคัญว่าคุณจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เด็กหรือคนแก่ เพราะแทบไม่มีใครสามารถจับโกหกได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลย ผลการวิจัยเผยให้เห็นว่าเราไม่สามารถบอกได้ด้วยซ้ำเวลาที่คนรักกําลังปกปิดความจริงอยู่

ในการทดลองอย่างต่อเนื่องเพื่อศึกษาการโกหกหลอกลวงระหว่างคู่รักนั้น ได้จัดให้มีการทดลองกับคู่รักที่คบหากันมายาวนาน โดยให้ฝ่ายหนึ่งดูภาพสไลด์ของบุคคลเพศตรงข้ามที่มีเสน่ห์เย้ายวนใจมากๆ จากนั้นก็ขอให้พวกเขาโน้มน้าวให้คนรักเชื่อว่าตัวเองได้ดูภาพของคนที่ไม่มีเสน่ห์ ผลการทดลองพบว่าคนส่วนใหญ่ที่คบหากันมานานกลับจับโกหกคนรักแทบไม่ได้เลย นักวิจัยบางคนเชื่อว่าคู่รักมาราธอนหลายคู่อยู่ด้วยกันได้เพราะพวกเขาไม่รู้ตัวเมื่อถูกอีกฝ่ายโกหกนั่นเอง

บางทีเราอาจไม่ต้องวิตกเรื่องที่ตัวเองไม่สามารถจับโกหกมากนักก็ได้ เพราะความจริงแล้วทุกคนก็ไม่เก่งเรื่องนี้เหมือนกันทั้งนั้น พอล เอคแมน นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก ได้

ฉายวิดีโอของคนโกหกและคนพูดความจริงให้ผู้เชี่ยวชาญหลายกลุ่มดู ไม่ว่าจะเป็นผู้ควบคุมเครื่องจับเท็จ ตํารวจ ผู้พิพากษา และจิตแพทย์ แล้วขอให้พวกเขาพยายามแยกแยะว่าคนไหนพูดโกหก ทุกคนพยายามกันอย่างเต็มที่ แต่ปรากฏว่าไม่มีใครที่จับโกหกได้แม่นยําไปกว่าการเสี่ยงทายเลย

แล้วทําไมคนเราถึงไม่เก่งเรื่องการจับโกหกเอาเสียเลยล่ะ? คําตอบของคำถามนี้ซ่อนอยู่ในผลการศึกษาของนักจิตวิทยาหลายคน หนึ่งในนั้นก็คือศาสตราจารย์ชาร์ลส์ บอนด์ จากมหาวิทยาลัยเทกซัส คริสเตียน ซึ่งลงมือสํารวจพฤติกรรมที่คนเราคิดว่าเชื่อมโยงกับการโกหก แต่งานของเขาไม่เหมือนการวิจัยทางจิตวิทยาส่วนใหญ่ เพราะเขาไม่ได้ขอให้นักศึกษาจํานวนหลักร้อยตามมหาวิทยาลัยต่างๆในอเมริกาทําแบบสอบถาม แต่ใช้วิธีสํารวจความคิดเห็นของผู้คนนับหมื่นจาก 60 กว่าประเทศ โดยถามว่าพวกเขามีวิธีจับผิดคนที่กําลังโกหกอย่างไร ปรากฏว่าคําตอบที่ได้มีความสอดคล้องกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะเกือบทุกคนในประเทศแอลจีเรียจนถึงอาร์เจนตินา เยอรมนีจนถึงกานา และปากีสถานจนถึงปารากวัย คิดว่าคนโกหกมักหลบสายตา โบกมือไปมาอย่างกระวนกระวาย และกระสับกระส่ายอยู่บนที่นั่งของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม คําตอบนี้ยังมีปัญหาเล็กๆแฝงอยู่ นักวิจัยใช้เวลาชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าไปกับการเปรียบเทียบคลิปวิดีโอของคนโกหกกับคนที่พูดความจริงอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยให้ผู้สังเกตการณ์ที่ผ่านการฝึกอบรมมาแล้วนั่งดูคลิปวิดีโอหน้าคอมพิวเตอร์ซ้ำๆ ในแต่ละคลิปนั้นผู้สังเกตการณ์จะมองหาพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การยิ้ม การกะพริบตา และการเคลื่อนไหวของมือ ทุกครั้งที่พวกเขามองเห็นพฤติกรรมที่กําลัง มองหาอยู่ พวกเขาก็จะกดปุ่มเพื่อบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ คลิปวิดีโอที่มีความยาว 1 นาทีจะใช้เวลาวิเคราะห์เกือบ 1 ชั่วโมง ข้อมูลที่ได้มาช่วยให้นักวิจัยสามารถเปรียบเทียบพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกับการโกหกและการพูดความจริง อีกทั้งยังสามารถเปิดโปงแม้กระทั่งพฤติกรรมที่แนบเนียนที่สุดได้อีกด้วย

ปรากฏว่าผลการวิจัยที่ออกมาชัดเจนมากๆ คนโกหกมีแนวโน้มที่จะสบตากับคุณมากพอๆกับคนที่พูดความจริง พวกเขาไม่โบกมือไปมาอย่างกระวนกระวาย และไม่กระสับกระส่ายอยู่บนที่นั่งของตัวเอง (หรือไม่พวกเขาก็อาจดูสงบนิ่งกว่าคนที่พูดความจริงด้วยซ้ำ) ผู้คนจับโกหกกันไม่ได้ก็เพราะมัวแต่ยึดติดกับพฤติกรรมที่ไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงกับการโกหกหลอกลวงเลย

แล้วอะไรคือสัญญาณที่ช่วยเปิดโปงคนโกหกได้จริงๆล่ะ? บรรดานักวิจัยพยายามหาคําตอบนี้ด้วยการค้นหาความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมของคนโกหกกับพฤติกรรมของคนที่พูดความจริง คําตอบดูเหมือนจะซ่อนอยู่ในคําพูดที่เราใช้และวิธีการพูดของเรา เมื่อว่าด้วยเรื่องของการโกหกแล้ว ยิ่งคุณให้ข้อมูลมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งมีโอกาสกลับมาหลอกหลอนคุณมากเท่านั้น คนโกหกจึงพูดและให้รายละเอียดต่างๆน้อยกว่าคนที่พูดความจริง ลองย้อนกลับไปดูคําบรรยายในบทสัมภาษณ์ของเซอร์โรบินดูสิ

การโกหกของเขาเกี่ยวกับหนังเรื่อง Gone With The Wind ประกอบด้วยคําประมาณ 40 คํา ขณะที่การพูดความจริงเกี่ยวกับหนังเรื่อง Some Like It Hot มีจํานวนคํามากกว่าเกือบสองเท่า คราวนี้ลองมาดูรายละเอียดที่ปรากฏอยู่ในบทสัมภาษณ์ทั้งสอง ครั้งกันบ้าง ในบทสัมภาษณ์ครั้งแรกนั้น เขาให้รายละเอียดทั่วไปของหนัง โดยระบุเพียงว่าเป็นภาพยนตร์คลาสสิกที่มีตัวละครอันยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่พอเขาพูดความจริง เขากลับให้รายละเอียดเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก โดยบรรยายถึงฉากที่นักแสดงชื่อโทนี เคอร์ติส พยายามขัดขืนไม่ยอมให้ตัวเองหลงเสน่ห์ของมาริลิน มอนโร อีกด้วย

เมื่อว่ากันด้วยเรื่องของภาษาที่ใช้ในการโกหกแล้ว จิตใจของคนพูดปดมักพยายามกีดกันตัวเองให้ห่างไกลจากคําโกหกหลอกลวงนั้น พวกเขาจึงมักเอาตัวเองและความรู้สึกของตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องราวน้อยกว่า จากตัวอย่างของเซอร์โรบินจะเห็นว่า ตอนที่โกหกเขาใช้คําว่า “ผม” เพียง 2 ครั้ง แต่พอพูดความจริงเขากลับใช้คําว่า “ผม” มากถึง6 ครั้ง ตลอดการสัมภาษณ์เกี่ยวกับหนังเรื่อง Gone With The Wind นั้น เซอร์โรบินพูดถึงความรู้สึกของตัวเองเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เพียงครั้งเดียว (“น่าประทับใจมากเลยครับ”) แต่เขาบรรยายความรู้สึกของตัวเองหลายครั้งเมื่อพูดถึงเรื่อง Some Like It Hot (“ทุกครั้งที่ผมหยิบขึ้นมาดู มันก็ยิ่งตลกมากขึ้นทุกครั้งเลย” “หนังเรื่องนี้มีรายละเอียดต่างๆที่ผมชื่นชอบ” “โทนี เคอร์ติส มีเสน่ห์มากและเขาก็ฉลาดมากด้วย ครับ”

ไหนจะยังมีเรื่องของการหลงลืมเข้ามาเกี่ยวข้องอีก ลองจินตนาการดูว่าถ้ามีคนถามคุณเกี่ยวกับสิ่งที่คุณทําเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คุณก็ไม่น่าจะจดจํารายละเอียดปลีกย่อยได้ และถ้าคุณเป็นคนซื่อสัตย์ คุณก็คงยอมรับว่าตัวเองลืมเรื่องนั้นไปแล้วจริงๆ แต่คนโกหกจะไม่ทําอย่างนั้น เวลาที่พูดถึงข้อมูลซึ่งไม่ค่อยสลักสําคัญอะไร ดูเหมือนพวกเขาจะพัฒนาความทรงจําเหนือมนุษย์ขึ้นมาได้อย่างเหลือเชื่อ และมักจดจํารายละเอียดยิบย่อยได้ ในทางกลับกันคนที่พูดความจริงจะรู้ตัวว่าได้หลงลืมรายละเอียดบางอย่างไปแล้วและยอมรับความจริงแต่โดยดี สังเกตได้จากบทสัมภาษณ์ของเซอร์โรบิน เขายอมรับว่าจดจํารายละเอียดไม่ได้เพียงครั้งเดียว ซึ่งก็เป็นตอนที่เขาพูดความจริงว่าเขาจําไม่ได้ว่าชมหนังเรื่องโปรดอย่าง Some Like It Hot เป็นครั้งแรกเมื่อไหร่

นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังช่วยยืนยันว่าทําไมภาษากายถึงหลอกลวงให้เราเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ แต่ภาษาที่พูดออกมาจริงๆกลับช่วยให้เราจับโกหกได้ง่ายกว่า ทฤษฎีหนึ่งอธิบายว่ามนุษย์เราสามารถควบคุมการสบตาและการเคลื่อนไหวของมือได้อย่างง่ายดาย คนโกหกจึงใช้สัญญาณเหล่านี้ในหัวผู้ฟังไปในทางที่ตัวเองต้องการ ในทางตรงกันข้าม การพยายามควบคุมคําพูดและวิธีการพูดของเราถือว่าเป็นเรื่องยากลําบากยิ่งกว่า การจับโกหกจากภาษาพูดจึงเป็นวิธีการที่น่าเชื่อถือมากกว่าไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีไหนก็ตาม ข้อเท็จจริงอันแสนเรียบง่ายก็คือเงื่อนงําแท้จริงของการโกหกหลอกลวงแฝงอยู่ในคําพูดที่คนเราสื่อสารออกมา นั่นหมายความว่าผู้คนจะจับโกหกได้เก่งขึ้นเมื่อพวกเขาฟังคําพูดของคนโกหก (หรือแม้กระทั่งอ่านสําเนาคําพูดของคนโกหก) ใช่หรือไม่