จิตวิทยาแห่งการโกหกและหลอกลวง: เชื่อใจทุกคน แต่จงระวังตัวเสมอ

ช้างเจ้าเล่ห์ ลิงพูดได้ และเด็กโกหก

ตรวจสอบการโกหกของดาราฮอลลีวู้ด ความเชื่อมโยงระหว่างหัวที่เพิ่งถูกตัดออกมากับรอยยิ้มของคนเรา โรนัลด์ เรแกน กับเรื่องราวที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงๆ ผลลัพธ์ของแบบทดสอบตัวอักษร Q ปริศนาด้านมืดของการชี้นํา ยูฟ่าเบท

มายากลเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้คนจำนวนมากหลงใหลไปกับเล่ห์กลและมนต์เสน่ห์แห่งความลึกลับของมัน นักจิตวิทยาหลายๆคนพยายามเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการหลอกลวง สืบหาเบาะแสที่ใช้เปิดโปงคนโกหก รวมทั้งศึกษาว่ารอยยิ้มแบบเสแสร้งแตกต่างจากรอยยิ้มแบบจริงใจอย่างไร และคนเราถูกหลอกให้เชื่อว่าตัวเองได้เจอกับเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงได้อย่างไรกัน?

เรามาเริ่มต้นการเดินทางเข้าสู่โลกแห่งการโกหกหลอกลวงอันน่าพิศวงด้วยการตรวจสอบผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับต้นกําเนิดวิวัฒนาการของการหลอกลวง ซึ่งเป็นเรื่องแปลกๆของช้างที่สะบัดงวงไปมา ลิงพูดได้ และเด็กๆที่แอบมองของเล่นชิ้นโปรดทั้งที่ถูกสั่งห้ามไว้กันเถอะ

ช้างเจ้าเล่ห์ ลิงพูดได้ และเด็กโกหก

ช้างเจ้าเล่ห์ ลิงพูดได้ และเด็กโกหก

แมกซีน มอร์ริส นักสัตววิทยาได้สังเกตเห็นพฤติกรรมที่น่าสนใจขณะเฝ้าดูช้างเอเชียกลุ่มหนึ่งในสวนสัตว์วอชิงตันพาร์ก เมื่อถึงเวลาให้อาหารช้างแต่ละเชือกจะได้รับฟางกองใหญ่ มอร์ริสสังเกตว่ามีช้าง 2 เชือกที่กินฟางส่วนของตัวเองหมดอย่างรวดเร็ว จากนั้นพวกมันก็เขยิบไปใกล้ๆช้างเชือกอื่นที่กินช้ากว่าแล้วเริ่มกวัดแกว่งงวงของตัวเองจากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง ซึ่งดูเผินๆแล้วเหมือนเป็นการสะบัดงวงอย่างไร้จุดหมาย คนที่ไม่ทราบอาจมองว่าช้างเหล่านี้ก็แค่หาอะไรทําฆ่าเวลาเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม มอร์ริสได้ลองสังเกตซ้ำๆแล้วพบว่า พฤติกรรมที่ดูเหมือนจะไร้เดียงสาของพวกมันนี้ แท้จริงแล้วเป็นการปิดบังซ่อนเร้นเจตนาขี้โกง ufabet เมื่อช้างที่กําลังสะบัดงวงเข้าใกล้ช้างอีกเชือกหนึ่งมากพอ พวกมันก็จะฉวยเอาฟางที่กองอยู่ตรงหน้าช้างเชือกนั้นใส่เข้าปากอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่ช้างเป็นสัตว์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องสายตาสั้น ช้างเชือกที่กินช้าจึงไม่รู้ตัวเลยว่าถูกขโมยอาหารไปแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นชวนให้เราคิดว่าพฤติกรรมสะบัดงวงและขโมยฟางของช้างเป็นหลักฐานของการหลอกลวงที่ผ่านการวางแผนมาอย่างดี เรียกว่าเป็นภาพยนตร์เรื่อง Ocean’s Eleven ฉบับของช้างเลยก็ว่าได้ แต่เราอาจจะคิดไปเองก็ได้เพราะเรามักจะมองพฤติกรรมของเจ้าเพื่อนสี่ขาแบบเดียวกับพฤติกรรมของมนุษย์ ไม่ต่างจากตอนที่เราพูดคุยกับคอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ราวกับมันมีชีวิต ความจริงแล้วช้างอาจจะสะบัดงวงและขโมย

ฟางพร้อมๆกันโดยบังเอิญแล้วเพลิดเพลินที่ได้กินฟางเพิ่ม ก็เลยทําพฤติกรรมแบบเดิมๆโดยไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ หนทางเดียวที่จะรู้คําตอบแน่ชัดคือการตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นภายในสมองของช้าง แต่ข่าวร้ายคือช้างไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะสาธยายความคิดและความรู้สึกส่วนลึกที่สุดของตัวเองออกมาได้ ส่วนข่าวดีก็คือ นักวิจัยบางส่วนเชื่อว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับช้างเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับ สัตว์ที่ใกล้เคียงกับบรรพบุรุษของมนุษย์เรามากที่สุดด้วย

ในช่วงทศวรรษที่ 1970 กอริลลาพูดได้ถือเป็นเรื่องที่แพร่หลายอย่างมาก นักจิตวิทยาพัฒนาการชื่อ ดร.ฟรานซีน แพตเทอร์สัน จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้พยายามสอนให้กอริลลา 2 ตัวชื่อ ไมเคิลและโคโค่ หัดใช้ภาษาใบ้แบบอเมริกันอย่างง่ายๆซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยขนาดใหญ่เพื่อศึกษาการสื่อสารข้ามสายพันธุ์ ตามความเห็นของแพตเทอร์สัน ลิงชนิดที่ไม่มีหางสามารถสื่อสารออกมาได้อย่างมีความหมาย และอาจถึงขั้นคิดไตร่ตรองหัวข้อสนทนาที่ลึกซึ้ง เช่น ความรักและความตาย

ชีวิตส่วนตัวของกอริลลาดูเหมือนจะคล้ายคลึงกับของคนเราในหลายๆด้าน ตัวอย่างเช่น ไมเคิลชอบดูรายการเด็กเรื่อง Sesame Street ขณะที่โคโค่โปรดปรานเรื่อง Mister Rogers Neighborhood ในปี 1998 โคโค่ได้ไปเป็นแขกรับเชิญในรายการโปรดของตัวเอง และช่วยสอนเด็กๆว่า “มีอะไรในตัวคนเรามากกว่าที่เห็นจากภายนอก” ส่วนไมเคิลนั้นชอบวาดรูปและได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะออกมาหลายชิ้นรวมถึงภาพเหมือนของตัวเองด้วย ปรากฏว่าผลงานของมันกลายเป็นที่นิยมในหมู่มนุษย์อย่างเห็นได้ชัดและถูกนําไปแสดงในนิทรรศการมาหลายครั้งแล้ว

โคโค่นั้นคุ้นเคยกับการได้รับความสนใจจากคนหมู่มาก มันยร่วมแสดงภาพยนตร์มาหลายเรื่องและเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดตัวละครชื่อ เอมี ซึ่งเป็นลิงพูดได้ในหนังสือขายดีเรื่อง Congo ของไมเคิล คริชตัน นอกจากนี้มันยังร่วมแสดงในวิดีโอโฆษณาทางเว็บไซต์ของตัวเอง (โดยใช้ทักษะการสื่อสารของมันเพื่อเรียกเงินบริจาค) แถมยังเข้าร่วมการสนทนาข้ามสายพันธุ์ทางเว็บไซต์ในปี 1998 อีกด้วย

การสนทนาในช่วงแรกระหว่างผู้สัมภาษณ์โคโค่ และ ดร.แพตเทอร์สัน แสดงให้เห็นถึงความยากลําบากในการพยายามทําความเข้าใจถึงการพูดคุยของกอริลลา ดังเช่นบทสัมภาษณ์ด้านล่างนี้

ผู้สัมภาษณ์ : ผมจะเริ่มต้นเปิดรับคําถามจากผู้ชมนะครับ คําถามแรกของเราก็คือ “โคโค่ ในอนาคตคุณตั้งใจจะมีลูกหรือเปล่า”

โคโค่ : สีชมพู

แพตเทอร์สัน : วันนี้เราพูดคุยเรื่องสีกันไปแล้ว

โคโค่ : ฟังนะ โคโค่ชอบกิน

ผู้สัมภาษณ์ : ผมก็เหมือนกันครับ!

แพตเทอร์สัน : แล้วเรื่องลูกล่ะ มันกําลังคิดอยู่

โคโค่ : ไม่สนใจ

แพตเทอร์สัน : มันเอามือปิดหน้าตัวเอง แสดงว่าจริงๆแล้วมันไม่คิดจะมีลูกหรือยังไม่ได้มีลูก ถึงแม้จะต้องเผชิญความยุ่งยาก แต่ครูฝึกของไมเคิลและโคโค่ก็เชื่อว่าพวกเขาได้ค้นพบกรณีตัวอย่างที่เจ้าเพื่อนขนดกทั้งสองตัวพยายามปกปิดความจริง

ในกรณีหนึ่งนั้น โคโค่ทําของเล่นหัก แต่กลับส่งภาษาใบ้บอกว่าครูฝึกคนหนึ่งเป็นคนทํา อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นตอนที่ไมเคิลฉีกเสื้อแจ็คเก็ตของครูฝึกคนหนึ่งขาด แต่พอถามว่าใครเป็นคนทํา มันกลับส่งภาษาใบ้บอกว่าเป็นฝีมือของ “โคโค่” เมื่อครูฝึกแสดงท่าที่สงสัยในคําตอบของมัน ไมเคิลก็เกิดเปลี่ยนใจแล้วบอกว่าเป็นฝีมือของ ดร.แพตเทอร์สัน พอครูฝึกถามย้ําอีกครั้ง ไมเคิลก็มีท่าทางเหนียมอาย (ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสําหรับกอริลลา) จากนั้นก็ยอมรับสารภาพอย่างหมดเปลือก ถึงแม้ข้อหาขี้โกงของช้างนั้นจะมาจากการสังเกตล้วนๆ แต่ทักษะทางด้านภาษาของลิงทั้งสองตัวดูเหมือนจะเป็นหลักฐานที่มัดตัวพวกมันในข้อหาจงใจโกหกจนดิ้นไม่หลุด

ความเป็นไปได้ที่ลิงสามารถพูดและโกหกได้ก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนในหมู่นักวิจัย โดยฝ่ายสนับสนุนอ้างว่าไมเคิลและโคโค่สามารถแสดงความคิดและความรู้สึกส่วนลึกที่สุดออกมาอย่างชัดเจน และพฤติกรรมที่แสดงออกมาในกรณีตัวอย่างเรื่อง “ใครฉีกเสื้อแจ็คเก็ต” ก็ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนของการโกหกหลอกลวง ด้านฝ่ายต่อต้านก็โต้แย้งว่าบรรดาครูฝึกพยายามทําความเข้าใจพฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญของกอริลลามากเกินไป ส่วนเรื่องการโกหกนั้น เจ้ากอริลลาทั้งสองตัวอาจทําพฤติกรรมซ้ำกับเมื่อครั้งอดีตที่เคยช่วยให้พวกมันรอดตัวมาแล้วก็ได้ จะว่าไปก็เหมือนกับช้างที่ขโมยฟางนั่นแหละ เราแทบไม่มีทางรู้เลยว่ามันทําอย่างนั้นเพราะอะไร

เนื่องจากมีความยุ่งยากมากมายในการสรุปว่าช้างและกอริลลาสามารถโกหกได้หรือไม่ นักวิจัยคนอื่นๆจึงสํารวจพัฒนาการของการหลอกลวงในสิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจเป็นลําดับถัดไป สิ่งมีชีวิตที่ว่านี้ก็คือเด็กนั่นเอง หนึ่งในการทดลองเรื่องเด็กโกหกที่น่าสนใจที่สุดคือการห้ามเด็กน้อยไม่ให้แอบดูของเล่นชิ้นโปรด

ระหว่างที่ดําเนินการทดลองนั้น เด็กจะถูกพาเข้าไปในห้องและหันหน้าเข้าหาผนังด้านหนึ่ง จากนั้นผู้ดําเนินการทดลองก็อธิบายว่าเขาจะประกอบของเล่นที่ซับซ้อนอยู่ข้างหลังห่างออกไปไม่กี่เมตร หลังจากประกอบของเล่นเสร็จแล้ว เขาก็บอกว่าจะต้องออกไปจากห้องและขอให้เด็กอย่าหันไปดูของเล่นดังกล่าว ระหว่างนั้นเด็กจะถูกแอบถ่ายด้วยกล้องที่ซ่อนอยู่ จากนั้นผู้ดําเนินการทดลองก็จะกลับเข้าไปในห้องแล้วถามเด็กน้อยว่าได้แอบดูของเล่นหรือเปล่า ปรากฏว่าเด็กอายุ 3 ขวบเกือบทุกคนจะแอบดูของเล่น โดยมีอยู่ครึ่งหนึ่งที่โกหกผู้ดําเนินการทดลอง แต่สําหรับเด็กอายุ 5 ขวบ พวกเขาจะแอบดูของเล่นและโกหกกันทุกคน

ผลการทดลองนี้ถือเป็นหลักฐานชัดเจนที่บ่งบอกว่าการโกหกจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อเราเริ่มหัดพูด และเรื่องที่น่าประหลาดใจไม่น้อยก็คือ เมื่อพ่อแม่ได้ดูวิดีโอตอนที่เด็กปฏิเสธว่าไม่ได้แอบดูของเล่น พวกเขากลับไม่สามารถจับผิดได้ว่าลูกน้อยสุดที่รักของตัวเองกําลังพูดเท็จหรือพูดความจริงอยู่กันแน่