ฝาแฝดเวลากับตัวตลกโพโก (Pogo the Clown)

ฝาแฝดเวลากับตัวตลกโพโก (Pogo the Clown)

ฝาแฝดเวลากับตัวตลกโพโก (Pogo the Clown): นักวิจัยชาวอังกฤษชื่อ เจฟฟรีย์ ดีน เป็นชายผู้เงียบขรึมและสุภาพอ่อนโยน เขาอุทิศชีวิตให้กับการรวบรวมและเปรียบเทียบข้อมูลทุกชิ้นที่น่าจะช่วยให้เขาประเมินผลกระทบของดวงดาวที่มีต่อพฤติกรรมของมนุษย์ได้ ยูฟ่าเบท ดีนมีความเหมาะสมที่จะศึกษาเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเขาเป็นหนึ่งในนักวิจัยเพียงไม่กี่คนที่เคยหารายได้เลี้ยงชีพด้วยการเป็นหมอดูมาแล้ว

แบบทดสอบความน่าเชื่อถือ

ในปี 2000 เจฟฟรีย์ได้รับเชิญให้ไปร่วมบรรยายในการประชุมวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติที่ออสเตรเลีย เขาได้อธิบายเกี่ยวกับโครงการล่าสุดและยิ่งใหญ่ที่สุดของเขานั่นคือการศึกษาวิจัยสิ่งที่เขาเรียกว่า “แบบทดสอบความน่าเชื่อถือ” ทางโหราศาสตร์

โครงการนี้เหมือนกับโครงการดีๆส่วนใหญ่ตรงที่มีแนวทางในการศึกษาที่เรียบง่ายมากๆ โดยอาศัยเพียงแค่ข้ออ้างของเหล่านักโหราศาสตร์ที่ว่าตําแหน่งดาวเคราะห์ในเวลาตกฟากของคนคนหนึ่งจะสามารถทํานายบุคลิกภาพและเหตุการณ์สําคัญๆในชีวิตของเขาคนนั้นได้ ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง คนที่เกิดในช่วงเวลาเดียวกันและสถานที่เดียวกันก็น่าจะเหมือนกันแทบทุกกระเบียดนิ้ว อันที่จริงแล้วเจฟฟรีย์บอกว่าคนพวกนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็น “ฝาแฝดเวลา”

แนวคิดดังกล่าวพอจะมีหลักฐานสนับสนุนอยู่บ้าง โดยในช่วงทศวรรษที่ 1970 บรรดานักวิจัยด้านโหราศาสตร์ได้วิเคราะห์ฐานข้อมูลการเกิดและพบว่าคนที่เกิดในวันที่ไม่ห่างกันมากนักมักจะมีชีวิตที่คล้าย คลึงกันอย่างน่าประหลาดใจ ตัวอย่างเช่น แชมป์จักรยานชาวฝรั่งเศสชื่อ ปอล ฌาค และลีออง เลเวล เกิดวันที่ 14 กรกฎาคม 1910 และวันที่ 12 กรกฎาคม 1910 ตามลําดับ ufabet พวกเขาประสบความสําเร็จอย่างท่วมท้นในปี 1936 โดยฌาคชนะในช่วงบอร์กโดซ์-ปารีสของการแข่งขันจักรยานทางไกล ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ส่วนเลเวลชนะในช่วงภูเขาของรายการเดียวกัน ต่อมาในเดือนมีนาคมปี 1949 เลเวลก็เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางศีรษะบนเส้นทางปาร์ก เดส์ แปรงซ์ ส่วนฌาคเสียชีวิตในอุบัติเหตุคล้ายๆกันบนเส้นทางเดียวกันในเดือนกันยายนของปีนั้นเอง

ถึงแม้กรณีแบบนี้จะดูน่าทึ่ง แต่ก็อาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้ เจฟฟรี่ย์จึงตัดสินใจศึกษาอย่างเป็นระบบมากขึ้น เขาเข้าไปวิเคราะห์ฐานข้อมูลที่รวบรวมรายละเอียดต่างๆของประชากรกว่า 2,000 คนที่เกิดในกรุงลอนดอนระหว่างวันที่ 3-9 มีนาคม 1958 ฐานข้อมูลดังกล่าวถูกรวบรวมขึ้นมาโดยนักวิจัยกลุ่มหนึ่งซึ่งศึกษาชีวิตของผู้คน แถมยังมีผลการทดสอบวัดความฉลาดและแบบสอบถามวัดบุคลิกภาพที่ทําไว้ตอนอายุ 11, 16 และ 23 ปีอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการบันทึกเวลาที่แต่ละคนเกิดอย่างเที่ยงตรงแม่นยํากว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของคนกลุ่มนี้เกิดห่างกันไม่เกิน 5 นาที เจฟฟรีย์เรียงลําดับรายชื่อตามวันเกิด จากนั้นก็จับคู่รายชื่อที่อยู่ติดกัน และคํานวณระดับความคล้ายคลึงกันของแต่ละคู่ นี่เป็นอีกครั้งที่ผู้เคลือบแคลงสงสัยและผู้สนับสนุนคาดการณ์ผลการทดลองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บรรดาผู้เคลือบแคลงสงสัยคิดว่าจะไม่พบความคล้ายคลึงกัน แต่เหล่านักโหราศาสตร์คาดว่าจะพบความคล้ายคลึงกันอย่างชัดเจน

คราวนี้ฝ่ายขี้สงสัยเดาถูก เจฟฟรีย์แทบไม่พบความคล้ายคลึงกันระหว่างฝาแฝดเวลาแต่ละคู่เลย คนที่เกิดในเวลา 11.05 น. ของวันที่ 4 มีนาคม 1958 ไม่ได้มีความคล้ายคลึงกับฝาแฝดเวลาที่เกิดห่างกันไม่กี่วินาทีมากไปกว่าคนที่เกิดห่างออกไปหลายวันเลย เจฟฟรีย์ทําการทดสอบแบบเดียวกันนี้อีกหลายครั้ง และผลลัพธ์ก็ออกมาเหมือนกันนั่นคือ ไม่มีครั้งใดที่สนับสนุนหลักโหราศาสตร์เรื่องฝาแฝดเวลาเลย ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงมักจะบอกว่าตัวเองเป็น “บุคคลผู้ถูกเกลียดชังมากที่สุดในแวดวงโหราศาสตร์” และถูกบรรดานักโหรา ศาสตร์ยุคใหม่มองว่าเป็นคนทรยศ เป็นคนที่หันเหเข้าสู่ด้านมืดด้วยการประกาศความเคลือบแคลงสงสัยอย่างโจ่งแจ้งเกี่ยวกับอิทธิพลของดวงดาวที่มีต่อชีวิตของคนเรา

การวิจัยของเจฟฟรีย์ดูคล้ายกับการศึกษาของฮันส์ ไอเซ็นค์ เพราะทั้งคู่ใช้วิธีตรวจสอบข้อมูลจํานวนมหาศาลเพื่อค้นหาแบบแผนตามคําทํานายทางโหราศาสตร์ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางเดียว นักวิจัยคนอื่นๆก็เคยทดสอบเหมือนกัน ซึ่งแนวทางที่น่าสนใจและแปลกประหลาดที่สุดเป็นของกลุ่มนักวิจัยชาวอเมริกันเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1980 พวกเขาตั้งชื่อรายงานของตัวเองไว้ว่า “โหราศาสตร์ว่าด้วยโทษประหาร”

พวกเขาเริ่มต้นจากการค้นหาเวลาตกฟาก วันเกิด และสถานที่เกิดของฆาตกรต่อเนื่องชื่อดังอย่าง จอห์น เกซี ซึ่งเป็นฆาตกรสุดโหดที่ถูกตัดสินประหารชีวิต 12 กระทงและจําคุกตลอดชีวิต 21 กระทงจากความผิดฐานทรมานและสังหารผู้ชายกับเด็กชาย 33 คน

ฝาแฝดเวลากับตัวตลกโพโก (Pogo the Clown)

เกซี่ชอบแต่งตัวเป็นตัวตลกโพโก (Pogo the Clown) และไปแสดงตามงานเลี้ยงวันเกิดของเด็กๆ เขาจึงได้ชื่อว่าเป็นตัวตลกที่ “ชั่วร้าย” จากนั้นนักวิจัยคนหนึ่งก็ไปหาหมอดูชั้นครู 5 คน แล้วเอาข้อมูลของเกซี่ให้ดูโดยบอกว่าเป็นข้อมูลของตัวเอง นักวิจัยคนนั้นบอกหมอดูแต่ละคนว่าเขาชอบทํางานกับเด็กๆ และขอให้หมอดูช่วยทํานายบุคลิกภาพและแนะนําว่าควรทํางานอะไรดี ปรากฏว่าหมอดูทายผิดถนัดเลย มีอยู่คนหนึ่งสนับสนุนให้ทํางานกับเด็กๆ ยูฟ่าเบท เพราะเขาจะช่วย “ดึงศักยภาพสูงสุดในตัวเด็กๆออกมาได้” อีกคนหนึ่งฟันธงอย่างมั่นใจว่าชีวิตของเขาจะ “รุ่งโรจน์อย่างมาก” ส่วนคนที่สามวิเคราะห์ว่าเขาเป็นคน “ใจดี อ่อนโยน และใส่ใจในความต้องการของผู้อื่น”

ผลงานของฮันส์ ไอเซินค์ เจฟฟรีย์ ดีน และนักวิจัยคนอื่นๆแสดงให้เราเห็นว่า การพยากรณ์จากดวงดาวมักห่างไกลจากความเป็นจริง แถมยังทิ้งปริศนาสําคัญให้เราได้ขบคิดกันอีกว่า ทําไมคนจํานวนมากถึงเชื่อเรื่องโหราศาสตร์กันขนาดนี้

หมอดูลายเซ็นที่ไนต์คลับ

หมอดูลายเซ็นที่ไนต์คลับ

ช่วงปลายทศวรรษที่ 1940 ศาสตราจารย์เบอร์แทรม ฟอเรอร์ กําลังคิดค้นวิธีประเมินบุคลิกภาพแบบใหม่อย่างขะมักเขม้น คืนหนึ่งเขาไปเที่ยวไนต์คลับและเจอหมอดูเข้ามาเสนอตัวทํานายบุคลิกภาพจากลายมือที่เขาเขียน ปรากฏว่าฟอเรอร์ปฏิเสธไป แต่ความบังเอิญดังกล่าวก็ทําให้เขาอยากค้นหาคําตอบว่าทําไมผู้คนมากมายถึงติดใจนักโหราศาสตร์และหมอดูลายเซ็นกันนัก อันที่จริงฟอเรอร์จะทําการวิจัยแบบปกติก็ได้ แต่ความอยากรู้อยากเห็นเข้ามาครอบงําจนทําให้เขาตัดสินใจทําการทดลองแบบแปลกประหลาด ซึ่งเป็นการทดลองที่ทําให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่ผลงานกระแสหลักของเขาเงียบหายไปนานแล้ว

ฟอเรอร์ให้นักศึกษาในชั้นเรียนวิชาจิตวิทยาเบื้องต้นของเขาทําแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพ18 หนึ่งสัปดาห์ต่อมา นักศึกษาแต่ละคนก็ได้รับกระดาษที่ระบุคําบรรยายสั้นๆเกี่ยวกับบุคลิกภาพของพวกเขาซึ่งวิเคราะห์จากผลคะแนนแบบทดสอบ ฟอเรอร์ขอให้นักศึกษาอ่านคําบรรยายดังกล่าวโดยละเอียดแล้วให้คะแนนความแม่นยําจาก 0 (แย่) ถึง 5 (ดีเยี่ยม) ถ้านักศึกษาคนไหนคิดว่าแบบทดสอบดังกล่าวสามารถประเมินบุคลิกภาพของตัวเองได้อย่างแม่นยําก็ให้ยกมือขึ้น เอาล่ะ เราจะมาลองย้อนเวลากลับไปและทําแบบทดสอบกันดูอีกครั้ง ต่อไปนี้เป็นคําบรรยายที่ถูกส่งถึงมือนักศึกษาในการทดลองของฟอเรอร์ อ่าน ให้จบแล้วดูว่ามันเป็นคําบรรยายบุคลิกภาพที่ตรงกับคุณหรือไม่

คุณมีความปรารถนาอยากให้คนอื่นมาชื่นชอบและยกย่องคุณ แต่ก็มักจะชอบวิจารณ์ตัวเองเช่นกัน ถึงแม้คุณจะมีจุดอ่อนบางอย่าง แต่ก็สามารถชดเชยจุดอ่อนนั้นได้ คุณยังมีศักยภาพซ่อนอยู่อีกมากที่ยังไม่ได้ดึงออกมาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับตัวเอง ถึงแม้ภายนอกคุณจะดูเหมือนอยู่ในระเบียบวินัยและควบคุมตัวเองได้ แต่คุณก็มักจะรู้สึกวิตกกังวลและไม่มั่นคงอยู่ข้างใน บางครั้งคุณเกิดความรู้สึกสงสัยอย่างรุนแรงว่าตัวเองตัดสินใจถูกต้องหรือทําสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ คุณชอบความหลากหลายในระดับหนึ่งและจะรู้สึกไม่พอใจเมื่อถูกควบคุมด้วยข้อจํากัดต่างๆ

นอกจากนี้ คุณยังรู้สึกภูมิใจที่ตัวเองมีความคิดเป็นอิสระ และไม่ยอมรับคําพูดลอยๆของผู้อื่นจนกว่าจะมีข้อพิสูจน์ที่น่าพอใจ แต่คุณก็รู้ดีว่าการเปิดเผยตัวเองกับคนอื่นมากเกินไปนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ชาญฉลาด บางครั้งคุณก็เป็นคนเปิดเผย สุภาพ และชอบเข้าสังคม แต่บางครั้งคุณก็เป็นคนเก็บตัว ระมัดระวังตัว และสงบเสงี่ยม ความปรารถนาบางอย่างของคุณดูเหมือนจะไม่ค่อยสอดคล้องกับความเป็นจริงมากนัก

นักศึกษาของฟอเรอร์อ่านคําบรรยายดังกล่าว ให้คะแนน แล้วพวกเขาก็เริ่มยกมือขึ้นมาทีละคน หลังจากเวลาผ่านไปเพียงครู่เดียว เขาก็รู้สึกประหลาดใจที่ได้เห็นนักศึกษายกมือกันแทบทุกคน เช่นเดียวกับการทดลองทางจิตวิทยาส่วนใหญ่ ฟอเรอร์ไม่ได้ซื่อตรงกับหนูทดลองของตัวเอง คําบรรยายที่เขามอบให้นักศึกษาไม่ได้มาจากคะแนนการทดสอบ แต่มาจากตําราโหราศาสตร์ที่เขาเพิ่งซื้อมาจากแผงหนังสือเมื่อไม่กี่วันก่อน ที่สําคัญยิ่งกว่านั้นคือ นักศึกษาทุกคนได้รับคําบรรยายบุคลิกภาพแบบเดียวกัน ซึ่งเป็นคําบรรยายที่คุณเพิ่งอ่าน ไปเมื่อสักครู่นั่นแหละ)

สิ่งที่ฟอเรอร์ทําลงไปก็แค่เปิดตําราโหราศาสตร์ เลือกข้อความออกมาสัก 10 ประโยคจากคําทํานายต่างๆ จากนั้นจึงเอามายํารวมกัน ถึงแม้นักศึกษาทุกคนจะได้รับคําบรรยายแบบเดียวกัน แต่ก็มีคนให้คะแนน 4 หรือ 5 คะแนนมากถึง 87 เปอร์เซ็นต์ นั่นแสดงว่าพวกเขารู้สึกประทับใจกับความแม่นยําของคําบรรยายมาก คําทํานายที่ฟอเรอร์สร้างขึ้นโด่งดังไปทั่วโลก และถูกนําไปใช้ในการทดลองทางจิตวิทยาและรายการโทรทัศน์หลายพันครั้งเลยทีเดียว

จากผลการทดลองของฟอเรอร์ช่วยไขปริศนาที่กวนใจเขาตั้งแต่ได้พบกับหมอดูลายเซ็นโดยบังเอิญ นักโหราศาสตร์และหมอดูลายเซ็นไม่จําเป็นต้องทํานายได้แม่นยําจริงๆเพื่อให้ตัวเองดูเหมือนเป็นหมอดูที่เก่งกาจ ที่คุณต้องทําก็แค่ให้คําบรรยายทั่วๆไปแก่ผู้คน จากนั้นสมองของพวกเขาก็จะล่อลวงตัวเองให้หลงเชื่อว่านั้นเป็นการทํานายที่แม่นยําสุดๆ

ในทันที่ที่ทําการทดลองเสร็จ ฟอเรอร์ก็บอกกับนักศึกษาว่าพวกเขาได้รับคําบรรยายบุคลิกภาพแบบเดียวกันหมด พร้อมทั้งอธิบายว่าการทดลองครั้งนี้เป็น “อุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการประทับใจกับข้อความอันคลุมเครือมากเกินไป” และชี้ให้เห็นถึง “ความคล้ายคลึงกันระหว่างการทํานายกับการต้มตุ้น” ปรากฏว่าพวกนักศึกษาไม่ได้รู้สึกอารมณ์เสียมากนักที่ตัวเองถูกหลอก หลายคนถึงกับขอสําเนาคําบรรยายบุคลิกภาพจากฟอเรอร์ไปอีกชุดเพื่อเอาไปใช้เล่นกลแบบเดียวกันกับเพื่อนของตัวเองอีกด้วย ถ้าเป็นนักจิตวิทยาส่วนใหญ่คงจะหยุดการทดลองไว้แค่นี้

แต่ฟอเรอร์ก็ยังคิดค้นกลเม็ดสุดท้ายไว้สร้างความอับอายให้แก่ชั้นเรียนของ เขาตั้งแต่ต้นเทอมจนถึงปลายเทอม ฟอเรอร์สงสัยว่านักศึกษาของเขาอยากมองตัวเองว่าเป็นคนฉลาดและมีไหวพริบหรือเปล่า ถ้าใช่ การโดนหลอกให้ยอมรับคําบรรยายอันคลุมเครือจะกระทบต่อภาพลักษณ์ที่พวกเขามองตัวเองหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น แทนที่จะต้องทนรับความเจ็บปวดด้วยการมองตัวเองอย่างที่เป็นจริงๆ นักศึกษาจะเลือกหนทางที่ง่ายกว่าด้วยการปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้ถูกหลอกในการทดลองไหม?

สามสัปดาห์ต่อมา ฟอเรอร์ก็บอกกับนักศึกษาในชั้นเรียนว่าเขาเผลอลบชื่อทุกคนออกไปจากแผ่นกรอกคะแนน และต้องขอให้นักศึกษากรอกคะแนนอย่างซื่อสัตย์ให้เหมือนครั้งที่แล้ว แต่ความจริงแล้วเขาไม่ได้ เผลอลบชื่อของนักศึกษาออกไปแต่อย่างใด ดังนั้น เขาจึงสามารถเปรียบเทียบกับคะแนนที่นักศึกษาแต่ละคนกรอกไปเมื่อครั้งที่แล้วได้ ปรากฏว่านักศึกษาครึ่งหนึ่งที่เคยบอกไปในตอนแรกว่าคําบรรยายดังกล่าว “ดี เยี่ยม” (โดยให้คะแนนไว้สูงสุดที่ระดับ 5) กลับปฏิเสธในภายหลังว่าคําบรรยายดังกล่าวไม่ตรงกับความจริงและให้คะแนนต่ำกว่านั้น ดูเหมือนคนที่ถูกหลอกได้ง่ายที่สุดจะชอบหลอกตัวเองมากกว่าจะยอมรับความ หัวอ่อนของตนเสียอีก